ครอบครองปรปักษ์
26
Aug 26

                   ครอบครองปรปักษ์ หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ถ้าใครเข้ามาอยู่ในที่ดินของเราเกิน 10 ปี เขาจะได้ที่ดินไปเลย” จนเกิดความกังวลว่า หากปล่อยที่ดินรกร้างหรือไม่ได้เข้าไปดูแลเป็นเวลานาน อาจถูกคนอื่นยึดครองจนเสียกรรมสิทธิ์

                   เรื่องนี้มีส่วนที่เป็นความจริง แต่ ไม่ใช่ว่าใครเข้ามาอยู่ในที่ดินคนอื่นครบ 10 ปีแล้วจะได้ที่ดินทันทีโดยอัตโนมัติทุกกรณี เพราะกฎหมายกำหนดองค์ประกอบของ “การครอบครองปรปักษ์” ไว้หลายประการ

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย หลักเกณฑ์ 10 ปี ไปจนถึงแนวทางที่เจ้าของที่ดินควรทำเพื่อป้องกันความเสี่ยง

 

ครอบครองปรปักษ์คืออะไร?

                   “การครอบครองปรปักษ์” คือ การที่บุคคลหนึ่งเข้าไปครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น โดยความสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน และครอบครองติดต่อกันครบ 10 ปี กฎหมายกำหนดให้ผู้ครอบครองอาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

                   ดังนั้น คำว่า “ครอบครองปรปักษ์” จึงไม่ได้หมายความเพียงว่า “เข้าไปอยู่ในที่ดินของคนอื่นนานๆ” แต่ต้องพิจารณาว่าการครอบครองนั้นเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่

 

ยึดที่ดินคนอื่น 10 ปี ได้จริงหรือ?

                   มีโอกาสได้กรรมสิทธิ์จริง แต่ต้องครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

มาตรา 1382 กำหนดหลักสำคัญว่า ผู้ครอบครองต้องครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น

  1. โดยความสงบ
  2. โดยเปิดเผย
  3. ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ
  4. ครอบครองต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์

 

ทั้ง 4 ประเด็นมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเรื่องระยะเวลาอย่างเดียว

                   ตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่นอย่างเปิดเผย สร้างบ้าน ทำรั้ว ทำสวน และแสดงพฤติการณ์ต่อเนื่องเสมือนเป็นเจ้าของ โดยไม่มีการยอมรับสิทธิของเจ้าของที่ดิน และการครอบครองมีลักษณะครบองค์ประกอบตามกฎหมายติดต่อกัน 10 ปี ก็อาจเกิดสิทธิในลักษณะครอบครองปรปักษ์ได้

                   ในทางกลับกัน หากบุคคลนั้นเข้าไปอยู่ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของ เช่น เป็นผู้เช่า เป็นผู้อาศัย หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ การครอบครองย่อมต้องพิจารณาจากฐานะและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถสรุปเพียงว่า “อยู่เกิน 10 ปี = ได้ที่ดิน” ได้

                   แนวคำพิพากษาศาลฎีกายังวางหลักว่า การครอบครองโดยปรปักษ์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ครอบครองรู้มาตั้งแต่แรกว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่น หากข้อเท็จจริงแสดงว่าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของครบถ้วน

ครอบครองปรปักษ์

ต้องครอบครอง “ครบ 10 ปี” นับจากเมื่อใด?

ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะที่ดินที่เพิ่งออกโฉนด

                   แนวทางของกรมที่ดินระบุว่า สำหรับการครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่มีโฉนด การนับระยะเวลาต้องพิจารณาตามสถานะของที่ดิน และมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักว่า หากที่ดินเพิ่งมีโฉนด จะไม่สามารถนำระยะเวลาการครอบครองก่อนออกโฉนดมารวมกับระยะเวลาหลังออกโฉนดเพื่อให้ครบ 10 ปีได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาดังกล่าว

                   ดังนั้น หากมีข้อพิพาทจริง การตรวจสอบ วันออกโฉนด ประวัติการครอบครอง และเอกสารสิทธิ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

ถ้าเป็นผู้เช่าหรือผู้อาศัย จะครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่?

                   โดยหลักแล้ว การครอบครองต้องมี เจตนาเป็นเจ้าของ จึงจะเข้าองค์ประกอบของมาตรา 1382

                   หากบุคคลเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของ เช่น เช่าที่ดิน อาศัยอยู่กับเจ้าของ หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ การครอบครองในช่วงดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเป็นการครอบครองในฐานะเจ้าของโดยอัตโนมัติ

                   ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาพบว่า ผู้ซื้อที่เข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ อาจถือว่าเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของผู้ขาย ไม่ใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของ และแม้จะครอบครองนานเกิน 10 ปีก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์เสมอไป

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแต่ละกรณีแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ครอบครองมีการเปลี่ยนสถานะหรือแสดงเจตนาใหม่ การวิเคราะห์จึงต้องดูข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบ

 

เจ้าของที่ดินปล่อยที่ดินร้างไว้ มีความเสี่ยงหรือไม่?

                   มีความเสี่ยง

                   การที่เจ้าของมีชื่ออยู่ในโฉนดไม่ได้หมายความว่าจะสามารถละเลยการดูแลที่ดินได้ตลอดไปโดยไม่ต้องสนใจว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์อย่างไร

                   กรมที่ดินเองมีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดิน และการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการถือครองที่ดิน

                   ในทางปฏิบัติ เจ้าของจึงควรตรวจสอบที่ดินของตนเป็นระยะ โดยเฉพาะแปลงที่ไม่ได้พักอาศัยหรืออยู่ห่างจากสถานที่ทำงานและบ้านพัก

 

วิธีป้องกันการครอบครองปรปักษ์

                   เจ้าของที่ดินสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลและจัดการสิทธิของตนอย่างสม่ำเสมอ เช่น

 

  1. ตรวจสอบที่ดินเป็นระยะ ควรเข้าไปตรวจสอบว่า มีบุคคลอื่นเข้ามาปลูกบ้าน ทำรั้ว ทำการเกษตร ก่อสร้าง หรือใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือไม่

หากไม่สามารถไปตรวจเองได้ อาจมอบหมายให้บุคคลที่ไว้ใจได้ช่วยตรวจและบันทึกสภาพที่ดินเป็นระยะ

  1. ทำแนวเขตให้ชัดเจน การมีรั้ว หลักเขต หรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ชัดเจนช่วยลดปัญหาการรุกล้ำและข้อพิพาทเกี่ยวกับแนวเขต

กรมที่ดินระบุว่าการดูแลและตรวจสอบแนวเขตมีส่วนช่วยป้องกันการบุกรุกและลดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดิน

  1. หากอนุญาตให้ใครใช้ที่ดิน ควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร หากเจ้าของอนุญาตให้ญาติ เพื่อน หรือบุคคลอื่นเข้าพักหรือใช้ที่ดิน ควรทำหลักฐานให้ชัดเจนว่า อนุญาตให้ใช้ในฐานะใด และไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินให้

เรื่องนี้สำคัญ เพราะลักษณะการครอบครองและเหตุที่บุคคลเข้าครอบครองมีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นการครอบครองในฐานะเจ้าของหรืออาศัยสิทธิของผู้อื่น

  1. หากพบว่ามีคนบุกรุก ควรดำเนินการโดยเร็ว

อย่าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ หากพบว่ามีบุคคลเข้ามาครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรเก็บหลักฐาน เช่น

  • ภาพถ่ายและวิดีโอสภาพที่ดิน
  • วันที่พบการบุกรุก
  • สำเนาโฉนด
  • หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์
  • หลักฐานการแจ้งหรือคัดค้านการเข้าครอบครอง
  • เอกสารหรือข้อความที่คู่กรณีติดต่อกัน

จากนั้นควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินว่าควรดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร และควรมีหนังสือบอกกล่าวหรือดำเนินคดีประเภทใด

  1. อย่าคิดว่า “ยังไม่ครบ 10 ปี จึงไม่ต้องทำอะไร” นี่เป็นข้อผิดพลาดที่เจ้าของที่ดินควรระวัง การปล่อยให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อไปโดยไม่ดำเนินการ อาจทำให้เกิดข้อพิพาทด้านข้อเท็จจริงในภายหลัง เช่น คู่กรณีอ้างว่าเข้าครอบครองมานานเท่าใด หรือครอบครองในลักษณะใด การดำเนินการตั้งแต่พบปัญหาจึงปลอดภัยกว่าการรอจนใกล้ครบ 10 ปี

 

ถ้าพบว่ามีคนเข้ามาครอบครองที่ดินแล้ว ควรทำอย่างไร?

                   สิ่งแรกคือ อย่าเพิ่งสรุปว่าคู่กรณีได้กรรมสิทธิ์แล้ว แต่ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบ

แนวทางเบื้องต้นคือ

ตรวจเอกสาร → ตรวจแนวเขต → ตรวจระยะเวลาการครอบครอง → เก็บพยานหลักฐาน → แสดงการคัดค้านหรือใช้สิทธิทางกฎหมายตามความเหมาะสม

                   หากข้อพิพาทเข้าสู่ศาล ผู้ที่อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์จะต้องนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมาพิสูจน์องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เพียงกล่าวว่า “อยู่มา 10 ปีแล้ว” ก็ถือว่าชนะคดีโดยอัตโนมัติ

                   สำนักงานกิจการยุติธรรมอธิบายว่า ผู้ที่อ้างสิทธิจากการครอบครองปรปักษ์ต้องใช้กระบวนการศาลเพื่อให้สิทธิได้รับการรับรองและคุ้มครองตามกฎหมาย ขณะที่เจ้าของเดิมสามารถต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์สิทธิของตนได้

 

                   สรุปส่งท้าย ครอบครองปรปักษ์ ไม่ได้แปลว่า “ใครก็ยึดที่ดินคนอื่นได้” การครอบครองปรปักษ์เป็นหลักกฎหมายที่มีอยู่จริง และในบางกรณีผู้ครอบครองสามารถได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของบุคคลอื่นได้ แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย มีเจตนาเป็นเจ้าของ และสำหรับอสังหาริมทรัพย์ต้องครอบครองติดต่อกันครบ 10 ปี ตามมาตรา 1382

                   ดังนั้น เจ้าของที่ดินไม่ควรรอจนเกิดปัญหา ควรตรวจสอบที่ดินอย่างสม่ำเสมอ ทำแนวเขตให้ชัดเจน เก็บเอกสารเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ และเมื่อพบการบุกรุกควรดำเนินการโดยเร็ว

                   ข้อควรระวัง: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายไทย ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี เพราะรายละเอียด เช่น ประเภทเอกสารสิทธิ วันที่เริ่มครอบครอง การได้รับอนุญาตจากเจ้าของ และพฤติการณ์ของคู่กรณี อาจทำให้ผลทางกฎหมายแตกต่างกันได้

 

 

Q: อยู่ในที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ได้ที่ดินเลยหรือไม่?
A: ไม่ใช่ทุกกรณี ต้องพิสูจน์ว่าการครอบครองครบองค์ประกอบตามมาตรา 1382 ทั้งเรื่องความสงบ การเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ และระยะเวลา

 

Q: เจ้าของที่ดินไม่อยู่บ้านหลายปี จะเสียที่ดินหรือไม่?
A: การไม่อยู่เองไม่ได้ทำให้เสียกรรมสิทธิ์ทันที แต่หากมีบุคคลอื่นเข้าครอบครองโดยมีลักษณะครบองค์ประกอบของการครอบครองปรปักษ์ เจ้าของควรรีบตรวจสอบและใช้สิทธิทางกฎหมาย

 

Q: ผู้เช่าจะอ้างครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่?
A: การเป็นผู้เช่าหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินไม่ได้ทำให้เป็นผู้ครอบครองในฐานะเจ้าของโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับการครอบครองเป็นรายกรณี

 

Q: หากพบคนบุกรุกที่ดิน ควรทำอย่างไร?
A: ควรเก็บหลักฐาน ตรวจสอบเอกสารสิทธิและแนวเขต และรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ข้อพิพาทยืดเยื้อ

 

 


Property4Cash ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเพิ่มทุนให้กับทุกคนที่ต้องการเงินด่วน และต้องการเงินเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ไม่เช็คแบล็คลิส ไม่เช็คเครดิตบูโร

อนุมัติรวดเร็วทันใจ นึกถึง ขายฝากจำนอง นึกถึง Property4Cash

Line: @Property4Cash

โทร : 0968135989

หรือส่งรายละเอียดทรัพย์มาได้ที่ https://property4cash.co/https://property4cash.co/post-property/

นึกถึงขายฝาก.. นึกถึง Property 4 Cash

ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเร็ว ถูกกฎหมาย 100%

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : https://property4cash.co/articles/

หรือ https://facebook.com/propertyforcashofficial

ลงทะเบียนเป็นนักลงทุน

กรุณากรอก ชื่อ
กรุณากรอก นามสกุล
กรุณากรอก เบอร์โทรศัพท์
กรุณากรอก LINE ID
กรุณากรอก อีเมล
บาท
please verify you are human

บทความเเละข่าวสารแนะนำ

24
Oct 25
ทำไม!! จำนองถึงให้วงเงินน้อยกว่าขายฝาก

ทำไม!! จำนองถึงให้วงเงินน้อยกว่าขายฝาก                ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อน “จำนอง” กับ “ขายฝาก” ต่างกันอย่างไร?                หลายคนที่ต้องการใช้บ้าน คอนโด หรือที่ดิน เป็นหลักประกัน เพื่อขอสินเชื่อ มักสับสนระหว่าง “จำนอง” และ “ขายฝาก” เพราะทั้งสองต่างก็เป็นวิธีนำอสังหาริมทรัพย์มาใช้เป็นทุนเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองรูปแบบมี หลักกฎหมาย วงเงิน และความเสี่ยงต่างกันอย่างสิ้นเชิง   เปรียบเทียบความแตกต่างของการจำนอง และ ขายฝาก ลักษณะสัญญา การจำนองและขายฝาก ใช้ทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ โดยการขายฝาก จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ชั่วคราวให้ผู้ซื้อฝาก สิทธิเจ้าของทรัพย์ การจำนอง จะยังเป็นของผู้จำนอง แต่การขายฝาก ด้านหลังโฉนดจะเปลี่ยนชื่อเป็นผู้ซื้อฝากทันที ในวันทำธุรกรรม  วงเงินที่ได้รับ จำนอง 30–40% ของราคาประเมิน ส่วนขายฝาก 50–65% ของราคาตลาด การชำระคืน จำนองต้องผ่อนจ่ายดอกเบี้ย ส่วนการขายฝากสามารถชำระดอกเบี้ยรายเดือน หรือจะจ่ายในวันไถ่ถอน ก็ได้  การบังคับใช้สิทธิ์ ในกรณีจำนอง หากเจ้าของปล่อยทรัพย์หลุด ผู้รับจำนองจะต้องต้องฟ้องศาลก่อนยึดทรัพย์ ส่วนขายฝาก หากหลุดแล้ว ทรัพย์จะเป็นของผู้ซื้อฝาก […]

อ่านเพิ่มเติม
8
Aug 24
โฉนดติดภาระ ทำจำนอง – ขายฝากได้ไหม

โฉนดติดภาระ ทรัพย์ติดภาระ ทำจำนอง – ขายฝากได้ไหม ธุรกรรมการจำนอง – ขายฝาก เป็นการนำเอาโฉนดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง มาทำธุรกรรม เพียงแค่เจ้าของมีโฉนดบ้านคอนโด ที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ก็สามารถนำมาใช้จดจำนอง-ขายฝากได้ และที่สำคัญเป็นการทำธุรกรรมที่ถูกกฎหมายที่สำนักงานที่ดินโดยตรง ในปัจจุบันมีเจ้าของทรัพย์หลายๆ คนที่พบปัญหาต้องการเงินด่วน หมุนเงินไม่ทัน ต้องการนำเงินไปลงทุน หรือเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้สินต่างๆ และมีโฉนดที่ดิน บ้าน คอนโด หรือ อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เจ้าของทรัพย์ก็สามารถนำโฉนดมาทำธุรกรรมที่เรียกว่า จำนอง-ขายฝากได้ เป็นการทำธุรกรรมที่ได้เงินอย่างรวดเร็ว ถูกกฎหมาย ไม่เช็คเอกสารวุ่นวาย และอนุมัติไวอีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างสะดวกสำหรับบุคคล หรือเจ้าของกิจการที่ต้องการเงินด่วน และไม่อยากรอการอนุมัติสินเชื่อที่ค่อนข้างนาน ในกรณีที่ทรัพย์ไม่ปลอดภาระ หรือ เรียกว่า โฉนดติดภาระ ทรัพย์ติดภาระ เดิมอยู่ เช่น ติดจำนองธนาคาร ติดจำนอง-ขายฝากนายทุนเดิม ก็ไม่ต้องกังวลใจไปเลยเพราะเจ้าของทรัพย์สามารถนำโฉนดมาทำจำนอง-ขายฝากใหม่ได้และได้วงเงินเพิ่มอีกด้วย เพียงแค่ต้องอยู่ในเง […]

อ่านเพิ่มเติม
25
Mar 26
จำนอง vs ขายฝาก ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ

ขายฝาก vs จำนอง ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสถานการณ์การเงินคุณ                เมื่อคุณต้องการเงินก้อน โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน หลายคนมักลังเลระหว่าง “ขายฝาก” กับ “จำนอง” เพราะทั้งสองวิธี สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นเงินสดได้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีรายละเอียด เงื่อนไข และความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้ Property4Cash เงินด่วนอสังหา จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่าง พร้อมแนะแนวทางเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ทางการเงินของคุณ จำนอง คืออะไร?                “จำนอง” คือ การนำอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือคอนโด ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ โดยที่คุณยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ ข้อดี ยังถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ต้องผ่อนชำระตามงวด หากผิดนัด อาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เหมาะกับ ผู้ที่มีรายได้ประจำ ต้องการเงินก้อน และสามารถผ่อนชำระได้ระยะยาว ต้องการรักษาทรัพย์สินไว้   ขายฝาก คืออะไร?                “ขายฝาก” คือ การขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับผู้รับซื้อ โดยมีเงื่อนไขว่าสามารถ “ไถ่คืน” ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ข้อดี กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันที ต้องไถ่คืนภาย […]

อ่านเพิ่มเติม