วิธีคิดคนทำอสังหา
26
Oct 26

คนทำอสังหา มีวิธีคิดอย่างไร? เจาะแนวคิดนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองเห็นโอกาสและสร้างกำไรระยะยาว

                   การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินทุนจำนวนมากหรือการซื้อบ้านและที่ดินในราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ วิธีคิดในการมองทรัพย์สิน การวิเคราะห์ตัวเลข การบริหารความเสี่ยง และการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม

                   คนทำอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์มักไม่ได้ถามแค่ว่า “ทรัพย์สินนี้ราคาเท่าไร?” แต่จะถามต่อว่า “ทำไมทรัพย์สินนี้จึงมีราคานี้?”, “สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร?”, “หากลงทุนไปแล้วจะสร้างผลตอบแทนแบบไหน?” และ “ถ้าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน จะรับมืออย่างไร?”

                   คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ และการวางแผนอย่างเป็นระบบ

                   บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า คนทำอสังหามีวิธีคิดอย่างไร ตั้งแต่วิธีมองหาทรัพย์สิน การคำนวณกำไร การเลือกทำเล ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้จริง

คนทำอสังหา มีวิธีคิดอย่างไร?

                   คนทำอสังหาริมทรัพย์ที่ดีจะมองทรัพย์สินเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าและกระแสเงินสด โดยพิจารณาจากราคาซื้อ ต้นทุนทั้งหมด ศักยภาพในการใช้งาน ความต้องการของตลาด และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

วิธีคิดสำคัญประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่

  1. มองมูลค่าของทรัพย์สินมากกว่าราคาที่เห็น
  2. คิดจากตัวเลขและผลตอบแทนก่อนตัดสินใจ
  3. มองหาโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน
  4. เข้าใจทำเลและความต้องการของตลาด
  5. บริหารเงินทุนและกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ
  6. ประเมินความเสี่ยงและวางแผนสำรอง
  7. คิดระยะยาวและสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจ

                   หัวใจสำคัญคือ ไม่ใช่ทุกทรัพย์สินที่ราคาถูกจะเป็นการลงทุนที่ดี และไม่ใช่ทุกทรัพย์สินที่ราคาสูงจะไม่มีโอกาสสร้างกำไร สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความสัมพันธ์ระหว่างราคา ต้นทุน มูลค่าในอนาคต และความเสี่ยงที่ต้องรับผิดชอบ

1. คนทำอสังหามองมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ

                   หนึ่งในแนวคิดพื้นฐานของนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือ การแยกให้ออกระหว่าง “ราคาที่ผู้ขายตั้งไว้” กับ “มูลค่าที่ทรัพย์สินสามารถสร้างได้จริง”

                   ตัวอย่างเช่น บ้านหลังหนึ่งประกาศขายในราคา 3 ล้านบาท แต่อาจมีบ้านลักษณะใกล้เคียงกันในบริเวณเดียวกันที่ขายได้ในราคาต่างออกไป นักลงทุนจึงต้องตรวจสอบข้อมูลตลาด สภาพบ้าน ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง และความต้องการของผู้ซื้อก่อนประเมินความคุ้มค่า

คนทำอสังหามักพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้

  • ราคาซื้อเมื่อเทียบกับทรัพย์สินใกล้เคียง
  • ทำเลและการเดินทาง
  • สภาพทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
  • ความต้องการซื้อหรือเช่าในพื้นที่
  • โอกาสในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน
  • ความสามารถในการขายต่อหรือสร้างรายได้ในอนาคต

การซื้อทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าตลาดอาจสร้างโอกาสได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าราคาที่ต่ำเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น สภาพทรัพย์สินไม่ดี ทำเลมีข้อจำกัด มีภาระผูกพัน หรือมีปัญหาด้านเอกสารสิทธิ

แนวคิดสำคัญ: อย่าตัดสินใจเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูก แต่ต้องรู้ว่าทรัพย์สินนั้นมีมูลค่าเท่าไร และต้องใช้เงินอีกเท่าไรจึงจะทำให้เกิดผลตอบแทนที่ต้องการ

2. คนทำอสังหาคิดจากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

                   อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง การตัดสินใจจากความชอบส่วนตัวหรือความคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านเงินทุนได้ นักลงทุนจึงควรคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนก่อนซื้อทุกครั้ง โดยต้นทุนไม่ได้มีเพียงราคาซื้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการถือครองและการขายด้วย

                   ตัวอย่างเช่น หากซื้อบ้านราคา 2,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง 150,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องอีก 50,000 บาท ต้นทุนรวมเบื้องต้นจะอยู่ที่ 2,200,000 บาท หากขายได้ในราคา 2,500,000 บาท ส่วนต่างก่อนหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้รวมไว้จะเท่ากับ 300,000 บาท ไม่ใช่ 500,000 บาทตามส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายเพียงอย่างเดียว

คนทำอสังหาจึงควรคำนวณตัวเลขสำคัญ ได้แก่

  • ต้นทุนรวม: เงินที่ใช้ซื้อ ปรับปรุง ถือครอง และดำเนินธุรกรรม
  • กำไรสุทธิ: รายได้จากการขายหรือการลงทุน หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI): กำไรสุทธิเมื่อเทียบกับเงินลงทุนตามฐานที่กำหนด
  • กระแสเงินสด (Cash Flow): เงินสดรับและจ่ายในแต่ละช่วงเวลา
  • ระยะเวลาถือครอง: ระยะเวลาที่ต้องใช้เงินทุนก่อนจะได้รับเงินกลับคืน

การคำนวณเหล่านี้ช่วยให้เปรียบเทียบทางเลือกได้อย่างเป็นระบบ และลดโอกาสที่กำไรบนกระดาษจะกลายเป็นภาระทางการเงินในภายหลัง

3. คนทำอสังหามองหาโอกาสเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

                   นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มองเพียงว่าทรัพย์สินมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน แต่ยังพิจารณาว่าจะเพิ่มมูลค่าให้ทรัพย์สินได้อย่างไร ตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่า ได้แก่

  • ปรับปรุงบ้านให้พร้อมอยู่อาศัยและตอบโจทย์ผู้ซื้อ
  • ซ่อมแซมจุดบกพร่องที่มีผลต่อราคาและความน่าเชื่อถือ
  • ปรับรูปแบบพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้งาน
  • บริหารทรัพย์สินให้สามารถสร้างรายได้จากค่าเช่า
  • วางแผนขายให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่ดินตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

                   อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงทรัพย์สินไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นเสมอไป นักลงทุนควรประเมินต้นทุนการปรับปรุงเทียบกับมูลค่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และศึกษาความต้องการของตลาดก่อนลงมือจริง

                   ตัวอย่างเช่น บ้านที่ปรับปรุงใหม่อย่างสวยงามอาจขายได้ยาก หากตั้งราคาเกินกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าที่ดีต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ไม่ใช่เพียงความชอบของเจ้าของทรัพย์สิน

4. คนทำอสังหาเข้าใจทำเลและความต้องการของตลาด

                   คำว่า “ทำเลดี” ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ที่มีราคาสูงที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงพื้นที่ที่มีปัจจัยสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์ในการลงทุน

                   หากต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า ปัจจัยสำคัญอาจเป็นแหล่งงาน สถานศึกษา ระบบขนส่ง และความต้องการเช่าของคนในพื้นที่ แต่หากต้องการซื้อเพื่อขายต่อ ปัจจัยด้านราคาซื้อ ความต้องการของผู้ซื้อ และระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการขายอาจมีความสำคัญมากกว่า

ก่อนลงทุนควรศึกษาข้อมูล เช่น

  1. ราคาซื้อขายของทรัพย์สินที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
  2. จำนวนและประเภทของผู้ซื้อหรือผู้เช่าในพื้นที่
  3. สิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน
  4. โครงการใหม่ที่อาจเพิ่มการแข่งขันในตลาด
  5. ข้อจำกัดด้านผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการเข้าถึงพื้นที่
  6. แนวโน้มอุปสงค์และอุปทานในระยะสั้นและระยะยาว

การศึกษาทำเลช่วยให้มองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดได้ชัดเจนขึ้น โดยควรอาศัยข้อมูลจริงมากกว่าการคาดการณ์จากข่าวหรือกระแสเพียงอย่างเดียว

5. คนทำอสังหาให้ความสำคัญกับเงินทุนและกระแสเงินสด

                   แม้ทรัพย์สินจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่หากไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับผ่อนชำระ ดูแลทรัพย์สิน หรือรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็อาจเกิดปัญหาทางการเงินได้ คนทำอสังหาจึงต้องคิดทั้งเรื่องกำไรและสภาพคล่องควบคู่กัน ตัวอย่างเช่น นักลงทุนซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่า โดยคาดว่าจะได้รับค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท แต่ยังต้องจ่ายค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง ค่างวดสินเชื่อ และค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีผู้เช่า ดังนั้น ค่าเช่าที่ได้รับไม่ใช่กำไรทั้งหมด และการประเมินผลตอบแทนควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงด้วย

แนวทางบริหารเงินทุนที่สำคัญ ได้แก่

  • สำรองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
  • ไม่ใช้เงินทุนทั้งหมดไปกับทรัพย์สินเพียงรายการเดียวโดยไม่ประเมินความเสี่ยง
  • คำนวณความสามารถในการชำระหนี้ก่อนกู้เงินลงทุน
  • วางแผนกรณีขายทรัพย์สินได้ช้ากว่าที่คาด
  • ประเมินกระแสเงินสดทั้งในกรณีปกติและกรณีที่รายได้ลดลง

การมีแผนการเงินที่รอบคอบช่วยให้สามารถถือครองทรัพย์สินได้อย่างเหมาะสม และลดความจำเป็นในการขายทรัพย์สินอย่างเร่งด่วนเมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่อง

6. คนทำอสังหาคิดถึงความเสี่ยงก่อนเห็นกำไร

                   การลงทุนที่ดีไม่ใช่การมองเห็นแต่โอกาสสร้างกำไร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าอะไรอาจทำให้การลงทุนไม่เป็นไปตามแผน ความเสี่ยงที่พบได้ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

  • ราคาตลาดลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาด
  • ขายทรัพย์สินได้ช้ากว่ากำหนด
  • ไม่มีผู้เช่าหรือมีรายได้จากค่าเช่าต่ำกว่าประมาณการ
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่างบประมาณ
  • ภาระหนี้และดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
  • เอกสารสิทธิ ภาระผูกพัน หรือข้อจำกัดทางกฎหมาย
  • ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

                   วิธีคิดแบบนักลงทุนคือการตั้งคำถามว่า “ถ้าสิ่งที่คาดไว้ไม่เกิดขึ้น เรายังรับมือไหวหรือไม่?” ตัวอย่างเช่น หากตั้งใจซื้อบ้านเพื่อขายต่อภายใน 6 เดือน ควรประเมินด้วยว่าหากต้องถือครองนาน 12 เดือน จะมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและภาระหนี้หรือไม่ การวางแผนสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดช่วยให้เห็นขีดจำกัดของเงินทุน และช่วยตัดสินใจได้ดีขึ้นก่อนเริ่มลงทุน

7. คนทำอสังหาคิดระยะยาวและสร้างความน่าเชื่อถือ

                   การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยมากกว่าการทำกำไรจากทรัพย์สินเพียงครั้งเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี การทำธุรกรรมอย่างโปร่งใส และการรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาว คนทำอสังหาควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลก่อนทำสัญญา สื่อสารเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

                   นอกจากนี้ การบันทึกผลการลงทุนในแต่ละครั้งยังช่วยให้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เช่น ทรัพย์สินประเภทใดขายได้เร็ว ค่าใช้จ่ายส่วนใดมักเกินงบประมาณ หรือทำเลใดมีความต้องการเช่าสม่ำเสมอ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนากลยุทธ์การลงทุนในครั้งต่อไป ทำให้การตัดสินใจมีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการคาดเดาหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

วิธีคิดคนทำอสังหา

มือใหม่อยากทำอสังหา ควรเริ่มต้นจากวิธีคิดแบบไหน?

                   สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อบ้านหรือที่ดินราคาแพงทันที แต่ควรเริ่มจากการเรียนรู้ตลาดและฝึกวิเคราะห์ตัวเลขจากทรัพย์สินที่สนใจ

แนวทางเริ่มต้นมีดังนี้

ขั้นที่ 1: เลือกเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน

กำหนดก่อนว่าต้องการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ซื้อเพื่อขายต่อ หรือพัฒนาทรัพย์สิน เพราะแต่ละรูปแบบมีต้นทุน ความเสี่ยง และระยะเวลารับผลตอบแทนแตกต่างกัน

ขั้นที่ 2: ศึกษาตลาดในพื้นที่ที่สนใจ

ติดตามราคาประกาศขายและข้อมูลซื้อขายที่ตรวจสอบได้ สำรวจทรัพย์สินใกล้เคียง และทำความเข้าใจกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้เช่าเป้าหมาย

ขั้นที่ 3: ฝึกคำนวณต้นทุนและกำไร

นำข้อมูลราคาซื้อ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ค่าธรรมเนียม ภาษี ค่าใช้จ่ายระหว่างถือครอง และราคาขายที่เป็นไปได้มาคำนวณร่วมกัน

ขั้นที่ 4: ประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุน

ตั้งสมมติฐานในกรณีที่ขายช้า ค่าเช่าลดลง หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อดูว่าตนเองมีเงินทุนรองรับเพียงพอหรือไม่

ขั้นที่ 5: เริ่มจากขนาดการลงทุนที่เหมาะสม

ไม่ควรลงทุนเกินกำลังทางการเงินหรือใช้เงินสำรองที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งหมดไปกับการลงทุนครั้งเดียว

ขั้นที่ 6: เรียนรู้และปรับปรุงจากข้อมูลจริง

เมื่อมีข้อมูลตลาดและประสบการณ์มากขึ้น ควรทบทวนผลการลงทุนเพื่อปรับวิธีประเมินราคา วางแผนเงินทุน และเลือกทรัพย์สินให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ตัวอย่างวิธีคิดของคนทำอสังหา: ก่อนซื้อบ้านหนึ่งหลังต้องดูอะไรบ้าง?

สมมติว่ามีบ้านหลังหนึ่งประกาศขายในราคา 2,000,000 บาท นักลงทุนที่ใช้วิธีคิดอย่างเป็นระบบจะไม่รีบตัดสินใจจากราคาที่เห็น แต่จะประเมินข้อมูลหลายด้านก่อน

รายการตัวอย่างจำนวนเงิน
ราคาซื้อบ้าน2,000,000 บาท
ค่าปรับปรุง150,000 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง50,000 บาท
ต้นทุนรวมเบื้องต้น2,200,000 บาท
ราคาขายที่คาดการณ์2,500,000 บาท
ส่วนต่างก่อนหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม300,000 บาท

                   จากตัวอย่างนี้ นักลงทุนจะต้องตรวจสอบต่อว่า ราคาขาย 2,500,000 บาทมีข้อมูลตลาดรองรับหรือไม่ ต้องใช้เวลาถือครองนานเท่าไร และยังมีภาษี ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ยังไม่ได้รวมไว้หรือไม่ ตัวเลขส่วนต่าง 300,000 บาทจึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิที่ยืนยันได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ความคุ้มค่า นี่คือความแตกต่างระหว่างการซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยความรู้สึก กับการลงทุนโดยใช้ข้อมูลและการวางแผนเป็นหลัก

 

                   สรุปส่งท้าย วิธีคิดของคนทำอสังหาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจมูลค่าและบริหารความเสี่ยง คนทำอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวทางการลงทุนอย่างเป็นระบบจะไม่มองเพียงราคาซื้อหรือกำไรที่คาดหวัง แต่จะพิจารณามูลค่าของทรัพย์สิน ต้นทุนทั้งหมด ศักยภาพของทำเล ความต้องการของตลาด กระแสเงินสด และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน

                   ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือนักลงทุนที่มีประสบการณ์ การฝึกคิดจากตัวเลข ตรวจสอบข้อมูลจริง และวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาด จะช่วยเพิ่มคุณภาพในการตัดสินใจได้มากขึ้นหัวใจของการทำอสังหาไม่ใช่การซื้อให้ได้มากที่สุด แต่คื

 

 


Property4Cash ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเพิ่มทุนให้กับทุกคนที่ต้องการเงินด่วน และต้องการเงินเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ไม่เช็คแบล็คลิส ไม่เช็คเครดิตบูโร

อนุมัติรวดเร็วทันใจ นึกถึง ขายฝากจำนอง นึกถึง Property4Cash

Line: @Property4Cash

โทร : 0968135989

หรือส่งรายละเอียดทรัพย์มาได้ที่ https://property4cash.co/https://property4cash.co/post-property/

นึกถึงขายฝาก.. นึกถึง Property 4 Cash

ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเร็ว ถูกกฎหมาย 100%

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : https://property4cash.co/articles/

หรือ https://facebook.com/propertyforcashofficial

อการเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่เหมาะสม เข้าใจต้นทุน รู้ความเสี่ยง และมีแผนสร้างผลตอบแทนที่สอดคล้องกับเงินทุนและเป้าหมายของตนเอง

 

 

ลงทะเบียนเป็นนักลงทุน

กรุณากรอก ชื่อ
กรุณากรอก นามสกุล
กรุณากรอก เบอร์โทรศัพท์
กรุณากรอก LINE ID
กรุณากรอก อีเมล
บาท
please verify you are human

บทความเเละข่าวสารแนะนำ

บังคับจำนอง
3
Jan 23
การบังคับจำนอง คืออะไร ?

บังคับจำนอง ไม่ได้หมายความว่าเรามีทรัพย์สินอยู่แล้วถูกบังคับให้เอาไปจำนองแต่อย่างใด แต่หมายถึงการที่เราได้ทำสัญญาจำนองไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ผิดสัญญา ไม่จ่ายดอกเบี้ย ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ถูกฟ้องร้องต่อศาล โดยการบังคับจำนอง นั้นทำได้ 2 วิธีคือ ประเภทของ บังคับจำนอง ขายทอดตลาด คือการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่ง “ยึด” ทรัพย์สินที่จำนองไว้ขายทอดตลาด และนำเงินมาใช้หนี้แก่ผู้รับจำนอง โดยจำเป็นต้องส่งหนังสือแจ้งลูกหนี้ก่อนล่วงหน้า 1 เดือน ถึงจะสามารถฟ้องร้องได้ การบังคับจำนองขายทอดตลาดนั้น หากตัวทรัพย์สินที่จำนองไว้มูลค่าต่ำกว่าหนี้ที่มีอยู่ ลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าส่วนต่างแต่อย่างใด (แต่เสียที่ดิน เสียบ้านนะจ๊ะ!) และหากสามารถขายทรัพย์สินในราคาที่สูงกว่าหนี้ที่คงค้างได้ เจ้าหนี้จำเป็นต้องนำเงินส่วนที่เกินมาคืนให้แก่ลูกหนี้ไป จะเห็นได้ว่าการจำนองนั้น “เจ้าหนี้” ค่อนข้างเสียเปรียบในการทำสัญญาไม่น้อย เพราะฉะนั้น จะรับจำนองทรัพย์สินอะไร ให้ประเมินราคา ประเมินมูลค่าที่แท้จริงให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเสียทั้งเงินและเวลาไปโดยใช่เหตุ ยึดทรัพย์สินให้เป็นของเจ้าหนี้ กรณีนี้สา […]

อ่านเพิ่มเติม
3
Dec 25
เป็นหนี้ก่อนรวย หรือรวยก่อนเป็นหนี้? ควรเลือกทางไหนให้ชีวิตการเงินมั่นคง

เป็นหนี้ก่อนรวย หรือ รวยก่อนเป็นหนี้? คำถามที่คนยุคนี้ต้องคิดให้รอบด้าน                ในยุคที่หลายคนต้องการเติบโตเร็วขึ้น ทั้งด้านธุรกิจ การลงทุน และไลฟ์สไตล์ ทำให้แนวคิด “เป็นหนี้ก่อนรวย” ถูกพูดถึงมากขึ้น ขณะเดียวกันบางคนก็เลือก “รอให้รวยก่อนแล้วค่อยเป็นหนี้” เพื่อความปลอดภัยทางการเงิน                แล้วจริงๆ แบบไหนดีกว่ากัน? คำตอบคือ ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ความเสี่ยง และวินัยทางการเงินของแต่ละคน บทความนี้ Property4Cash เงินด่วนอสังหา จะช่วยคุณวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนว่าแนวทางไหนเหมาะกับคุณที่สุด 1) เป็นหนี้ก่อนรวย ใช้เงินล่วงหน้า เพื่อสร้างโอกาส                นี่คือแนวคิดการใช้ Leverage หรือ “เงินคนอื่น” เพื่อทำให้เติบโตเร็วขึ้น ข้อดี เริ่มต้นไวกว่า ไม่ต้องรอให้มีเงินครบ ช่วยสร้างทรัพย์สิน เช่น กู้ซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน หรืออุปกรณ์สำหรับทำธุรกิจ เงินทำงานเร็วขึ้น ทำให้ได้รับผลตอบแทนในอนาคต เหมาะกับคนที่เห็นโอกาสและต้องการ “จังหวะ” ที่ไม่สามารถรอได้ ข้อเสีย มี ภาระดอกเบี้ยและสภาพคล่อง ที่ต้องรับผิดชอบ หากไม่มีวินัย อาจกลายเป็น หนี้เสีย ความเสี่ยงสูงหากรายได้ไม่แน่นอ […]

อ่านเพิ่มเติม
13
Feb 26
เจ้าของบ้านเกือบเสียบ้าน เพราะไม่เข้าใจ สัญญาขายฝาก

               ในช่วงที่ต้องการเงินด่วน หลายคนเลือกใช้วิธี “ขายฝากบ้าน” เพราะเห็นว่าได้เงินเร็ว และยังมีสิทธิไถ่ถอนคืนได้ในภายหลัง แต่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ สัญญาขายฝาก อาจทำให้เจ้าของบ้านเกือบต้องสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิต                บทความนี้ Property4Cash เงินด่วนอสังหา จะเล่ากรณีตัวอย่าง พร้อมอธิบายจุดเสี่ยงในสัญญาที่เจ้าของบ้านควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ กรณีศึกษา มีนายทุนอนุมัติเงินก้อน 1 ล้าน แต่เกือบเสียบ้านมูลค่า 3 ล้าน                คุณเอ (นามสมมติ) ต้องการเงิน 1 ล้านบาท เพื่อปิดหนี้ธุรกิจระยะสั้น จึงตัดสินใจทำ สัญญาขายฝากบ้าน มูลค่าตลาดประมาณ 3 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี เงื่อนไขที่ตกลงกันคือ เงินต้น 1,000,000 บาท ค่าตอบแทนรายเดือน(ดอกเบี้ย) ตามที่ระบุในสัญญา กำหนดไถ่ถอนภายใน 12 เดือน                แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคุณเอเข้าใจว่า “หากเกินกำหนดสัก 1 ปี ก็คงต่อรองได้” แต่ในความเป็นจริง เมื่อครบกำหนดแล้ว และเกินระยะเวลา 6 เดือน จากสัญญา จะไม่สามารถไถ่ถอนตามเงื่อนไข และบ้านจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝากทันที  บ้านมูลค่า 3 ล้านบาท เกือ […]

อ่านเพิ่มเติม