ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน
1
Sep 26

ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไร?

                   หากเริ่มรู้ว่าผ่อนบ้านต่อไม่ไหว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือรีบติดต่อธนาคารหรือเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ควรรอให้ค้างชำระจนกลายเป็นหนี้เสียหรือรอจนได้รับหมายศาล เพราะแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดให้ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ขอความช่วยเหลือได้ทั้งก่อนและหลังเป็น NPL ตามหลักเกณฑ์ Responsible Lending โดยเจ้าหนี้ต้องเสนอแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

                   การปรับโครงสร้างหนี้บ้านไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะยกหนี้ให้ แต่เป็นการ เปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายของลูกหนี้มากขึ้น เช่น ขยายระยะเวลาผ่อน ลดค่างวดในช่วงแรก หรือปรับรูปแบบการชำระหนี้ตามที่เจ้าหนี้พิจารณา

ยิ่งเริ่มเจรจาเร็ว โอกาสในการหาทางออกเพื่อรักษาบ้านไว้ก็ยิ่งมีมากขึ้น

 

ปรับโครงสร้างหนี้บ้านคืออะไร?

                   การปรับโครงสร้างหนี้บ้าน คือการที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามความสามารถที่แท้จริง

รูปแบบที่อาจพบได้ เช่น

  • ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ
  • ลดค่างวดในช่วงแรก
  • ปรับรูปแบบการชำระเงิน
  • ปรับอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขบางส่วนตามเกณฑ์ของเจ้าหนี้
  • ทำค่างวดแบบขั้นบันได (Step-up)
  • รวมภาระหนี้บางประเภทตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

ธปท. ระบุว่าการปรับโครงสร้างหนี้สามารถทำได้ทั้ง ก่อนเป็นหนี้เสีย (non-NPL) และ หลังเป็นหนี้เสีย (NPL) โดยรายละเอียดของแผนจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้และเงินที่ลูกหนี้ต้องเหลือไว้สำหรับการดำรงชีวิตด้วย

ดังนั้น หากเริ่มรู้สึกว่า “เดือนหน้าคงไม่มีเงินพอจ่ายค่างวด” ไม่ควรรอให้ถึงกำหนดชำระแล้วค่อยคิดหาทางออก

 

ผ่อนบ้านไม่ไหว ต้องรอให้เป็น NPL ก่อนหรือไม่?

ไม่ต้องรอ

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดที่ลูกหนี้บ้านควรรู้

ตามหลักเกณฑ์ Responsible Lending ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้แต่ยังไม่เป็น NPL มีสิทธิได้รับแนวทางปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งตามเกณฑ์ที่กำหนด และหากกลายเป็น NPL แล้ว ก็ยังมีกรอบการช่วยเหลืออีกครั้งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

พูดง่าย ๆ คือ

อย่าตั้งใจหยุดจ่ายเพื่อรอให้เป็นหนี้เสีย เพียงเพราะคิดว่าจะได้ข้อเสนอที่ดีกว่า

การปล่อยให้ค้างชำระโดยไม่มีการติดต่อเจ้าหนี้อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น ขณะที่การติดต่อธนาคารตั้งแต่เริ่มมีปัญหาช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาประเมินทางเลือกมากกว่า

 

ปรับโครงสร้างหนี้บ้านได้อย่างไรบ้าง?

  1. ขยายระยะเวลาผ่อน วิธีนี้เหมาะกับคนที่ยังมีรายได้ แต่รายได้ต่อเดือนลดลงจนค่างวดเดิมสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น เดิมเหลือเวลาผ่อน 15 ปี หากธนาคารอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไป ค่างวดต่อเดือนอาจลดลง เพราะเงินต้นถูกกระจายไปในระยะเวลาที่นานขึ้น

ข้อควรระวัง: แม้ค่างวดต่อเดือนจะลดลง แต่การผ่อนนานขึ้นอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาเพิ่มขึ้น จึงควรดูทั้ง “ค่างวดรายเดือน” และ “ยอดชำระรวมตลอดสัญญา”

 

  1. ลดค่างวดในช่วงแรก หากลูกหนี้มีปัญหารายได้ลดลงชั่วคราว อาจเจรจาขอแผนที่ลดภาระในช่วงแรก แล้วค่อยกลับมาชำระมากขึ้นเมื่อรายได้ฟื้นตัว

ธปท. ยกตัวอย่างรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น ขยายระยะเวลาผ่อนหรือปรับลดอัตราผ่อนในช่วงแรก โดยรายละเอียดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

 

  1. ผ่อนแบบขั้นบันได (Step-up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่คาดการณ์ได้ว่ารายได้ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตัวอย่างเช่น ช่วง 1–2 ปีแรกผ่อนในระดับที่ต่ำกว่า แล้วค่อยเพิ่มค่างวดในระยะต่อไป

แนวทางดังกล่าวเคยถูกระบุโดย ธปท. เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับลูกหนี้สินเชื่อบ้านที่ต้องการเก็บทรัพย์ไว้ โดยต้องพิจารณาตามความสามารถในการชำระหนี้และเงื่อนไขของเจ้าหนี้

ถ้าเป็น NPL แล้ว ยังปรับโครงสร้างหนี้บ้านได้หรือไม่?

ได้

                   การกลายเป็น NPL ไม่ได้หมายความว่าทุกทางเลือกในการเจรจาหนี้สิ้นสุดลงทันที

ธปท. ระบุว่าลูกหนี้ที่เป็น NPL ยังสามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ และตามหลักเกณฑ์มีการเปิดโอกาสให้พิจารณาแผนปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนโอนขายหนี้ โดยมีเวลาให้ลูกหนี้พิจารณาแผนอย่างน้อย 60 วันในกรณีที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว

ดังนั้น หากเริ่มค้างชำระแล้ว อย่าหายเงียบจากธนาคาร ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อแจ้งสถานการณ์ทางการเงินและขอแผนช่วยเหลือโดยเร็ว

 

ถ้าธนาคารโทรมาแล้วไม่มีเงินจ่าย ควรทำอย่างไร?

                   สิ่งที่ไม่ควรทำคือ หลบสาย เปลี่ยนเบอร์ หรือไม่ติดต่อธนาคาร

ธปท. แนะนำว่าหากมีปัญหาในการชำระหนี้ ควรรีบติดต่อเจ้าหนี้เพื่อชี้แจงสถานการณ์และเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เพราะการหลีกเลี่ยงการติดต่ออาจทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นและเพิ่มโอกาสเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนโทรหาเจ้าหนี้ ได้แก่

  • รายได้ปัจจุบัน
  • รายได้ที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต
  • ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน
  • หนี้ทั้งหมดที่มี
  • จำนวนเงินที่สามารถจ่ายค่างวดบ้านได้จริง
  • สาเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง
  • เอกสารแสดงรายได้หรือสถานะทางการเงิน

จุดสำคัญคืออย่าเสนอจำนวนเงินที่รู้ว่าไม่สามารถจ่ายได้จริง

                   ตัวอย่างเช่น หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเหลือประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ก็ควรแจ้งสถานการณ์ตามจริง แทนที่จะรับปากว่าจะจ่าย 25,000 บาทเพียงเพื่อให้ธนาคารยอมรับข้อเสนอ

 

ก่อนขอปรับโครงสร้างหนี้ ต้องคำนวณ “ค่างวดที่จ่ายไหว” อย่างไร?

ให้เริ่มจากการทำบัญชีง่ายๆ

รายได้สุทธิ – ค่าใช้จ่ายจำเป็น – ภาระหนี้อื่น = เงินที่เหลือสำหรับชำระหนี้

ตัวอย่าง

รายการจำนวนต่อเดือน
รายได้สุทธิ50,000 บาท
ค่าอาหาร/เดินทาง/สาธารณูปโภค20,000 บาท
ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น8,000 บาท
หนี้อื่น7,000 บาท
เงินเหลือ15,000 บาท

                   หากค่างวดบ้านเดิมอยู่ที่ 25,000 บาทต่อเดือน แต่มีเงินเหลือจริงเพียง 15,000 บาท การขอให้ธนาคารลดค่างวดมาอยู่ในระดับที่สามารถจ่ายได้จริงย่อมมีเหตุผลมากกว่าการรับข้อเสนอที่ยังทำให้ขาดสภาพคล่องทุกเดือน

                   อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อวางแผนส่วนบุคคล ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติของธนาคาร

 

                   ควรขออะไรจากธนาคารเมื่อผ่อนบ้านไม่ไหว?

เมื่อติดต่อธนาคาร ไม่ควรพูดเพียงว่า

“ผ่อนต่อไม่ไหว ขอช่วยด้วย”

แต่ควรเสนอข้อมูลให้ชัดเจน เช่น

“ปัจจุบันรายได้ลดจาก 60,000 บาทเหลือ 45,000 บาทต่อเดือน ค่างวดบ้านปัจจุบัน 25,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจำเป็นประมาณ 20,000 บาท จึงสามารถชำระค่างวดได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องการขอปรับโครงสร้างหนี้เพื่อรักษาบ้านไว้”

ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้เจ้าหนี้เห็นภาพสถานะทางการเงินและนำไปพิจารณาแนวทางช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

รีไฟแนนซ์บ้านกับปรับโครงสร้างหนี้ ต่างกันอย่างไร?

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

การปรับโครงสร้างหนี้ คือการเจรจากับเจ้าหนี้เดิมเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้

การรีไฟแนนซ์ คือการนำสินเชื่อจากสถาบันการเงินใหม่มาชำระสินเชื่อเดิม เพื่อให้ได้เงื่อนไขใหม่ เช่น อัตราดอกเบี้ยหรือระยะเวลาที่เหมาะสมกว่า

หากลูกหนี้เริ่มมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก การรีไฟแนนซ์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้ง่าย เพราะสถาบันการเงินแห่งใหม่จะประเมินรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยงของผู้กู้

                   ดังนั้น หากเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว ควรสอบถามเจ้าหนี้เดิมเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ก่อน แทนที่จะคิดว่ารีไฟแนนซ์เป็นทางออกเสมอ

นอกจากนี้ ธปท. ระบุข้อยกเว้นเกี่ยวกับค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนดสำหรับสินเชื่อบ้าน โดยเจ้าหนี้ยังสามารถเรียกเก็บค่าปรับรีไฟแนนซ์ในช่วง 3 ปีแรกนับจากวันที่ทำสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงควรตรวจสอบสัญญาและต้นทุนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

 

บ้านจะถูกยึดทันทีหรือไม่ หากค้างค่างวด? ไม่ใช่ว่าค้างค่างวดเพียงครั้งเดียวแล้วธนาคารจะยึดบ้านทันที

                   กระบวนการบังคับหลักประกันมีขั้นตอนทางกฎหมาย และสถานการณ์จริงขึ้นอยู่กับสัญญา การผิดนัด การดำเนินคดี และขั้นตอนบังคับคดี แต่สิ่งที่ลูกหนี้ไม่ควรทำคือรอจนได้รับหมายศาลแล้วจึงเริ่มเจรจา

                   ธปท. ระบุว่าการฟ้องร้องและบังคับคดีสามารถนำไปสู่การยึดหรืออายัดทรัพย์และขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ ขณะเดียวกันยังมีช่องทางการไกล่เกลี่ยในหลายช่วงของกระบวนการ ดังนั้น คำว่า “ทางรอดก่อนถูกฟ้องยึดบ้าน” จึงควรหมายถึงการเริ่มแก้ไขหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่รอให้กระบวนการบังคับคดีเริ่มขึ้นก่อน

 

ถ้าได้รับหมายศาลเรื่องหนี้บ้านแล้ว ยังมีทางออกหรือไม่? ยังอาจมีทางออก แต่ไม่ควรเพิกเฉยต่อหมายศาล

                   หากได้รับหมายเรียกหรือเอกสารจากศาล ควรตรวจสอบทันทีว่าเป็นคดีอะไร ศาลไหน นัดวันใด และยอดหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกร้องเท่าไร ในบางกรณีอาจมีช่องทาง ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ไกล่เกลี่ยในชั้นศาล หรือไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง หากเป็นหนี้จำนวนมากหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับยอดหนี้ ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ถ้าไม่มีทางผ่อนบ้านต่อจริงๆ มีทางเลือกอะไร? ไม่ใช่ทุกกรณีที่คำตอบต้องเป็น “รักษาบ้านไว้ให้ได้ทุกวิถีทาง”

 

หากประเมินแล้วว่ารายได้ในอนาคตไม่เพียงพอจริง ๆ การเจรจาทางเลือกอื่นกับธนาคารอาจช่วยลดความเสียหายได้ เช่น

  1. ขายบ้านด้วยตัวเอง หากขายบ้านได้ในราคาที่เหมาะสมแล้วนำเงินไปชำระหนี้ อาจเป็นทางเลือกที่ควบคุมกระบวนการได้มากกว่าการปล่อยให้ทรัพย์เข้าสู่การขายทอดตลาด

แต่ต้องตรวจสอบยอดหนี้คงเหลือและค่าใช้จ่ายในการขายให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ

  1. ขอเวลาขายทรัพย์ ธปท. ระบุว่าการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สินเชื่อบ้านอาจรวมถึงการขอเวลาโอนขายทรัพย์ที่เป็นหลักประกันให้บุคคลที่สาม เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ หากเจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงกันได้
  2. ตีโอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้ ในบางสถานการณ์ ลูกหนี้อาจเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อนำทรัพย์ที่จำนองไว้ไปชำระหนี้ โดยต้องประเมินมูลค่าทรัพย์และเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าหลังการโอนแล้ว หนี้สิ้นสุดทั้งหมดหรือยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ

เรื่องนี้ไม่ควรลงนามโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด

 

7 สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อรู้ว่าผ่อนบ้านไม่ไหว

  1. หยุดสร้างหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น อย่าใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลมาโปะค่างวดบ้านต่อเนื่องโดยไม่แก้ปัญหารายได้ เพราะอาจเพียงย้ายหนี้จากประเภทหนึ่งไปอีกประเภทหนึ่ง
  2. คำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายจริง รู้ให้ชัดว่าต่อเดือนเหลือเงินเท่าไร
  3. ติดต่อธนาคารทันที แจ้งว่ามีปัญหาชำระหนี้และต้องการขอปรับโครงสร้างหนี้
  4. ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร อย่าดูเฉพาะค่างวด ต้องดูอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา ยอดหนี้ และเงื่อนไขทั้งหมด
  5. เปรียบเทียบยอดจ่ายรวม ค่างวดลดลงไม่ได้แปลว่าหนี้ถูกลงเสมอไป
  6. เก็บหลักฐานการติดต่อ เก็บอีเมล หนังสือ ข้อความ และรายละเอียดการเจรจาไว้
  7. หากได้รับหมายศาล ให้ดำเนินการทันที อย่าปล่อยให้พ้นกำหนดหรือไม่ไปศาล เพราะยังมีช่องทางไกล่เกลี่ยและการดำเนินการตามกฎหมายในแต่ละขั้นตอน

 

Q: ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรหยุดจ่ายเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่?

A: ไม่ควรหยุดจ่ายโดยตั้งใจเพียงเพื่อหวังให้ธนาคารเสนอเงื่อนไขที่ดีขึ้น หากเริ่มมีปัญหา ควรติดต่อเจ้าหนี้ก่อนและแจ้งสถานการณ์ตามจริง เพราะหลักเกณฑ์เปิดให้ลูกหนี้ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ตั้งแต่ก่อนเป็น NPL

 

Q: ปรับโครงสร้างหนี้บ้านแล้ว บ้านจะถูกยึดหรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกกรณี การปรับโครงสร้างหนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขใหม่ แต่หากลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่ได้ ก็อาจมีการดำเนินการตามสัญญาและกฎหมายต่อไป

 

Q: ปรับโครงสร้างหนี้บ้านทำให้เครดิตเสียหรือไม่?

A: ผลต่อข้อมูลเครดิตขึ้นอยู่กับสถานะบัญชีและรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ ควรถามธนาคารโดยตรงว่าการปรับโครงสร้างครั้งนั้นจะถูกรายงานข้อมูลเครดิตในลักษณะใด

 

Q: เป็น NPL แล้ว ยังรักษาบ้านไว้ได้ไหม?

A: อาจทำได้ หากลูกหนี้ยังมีความสามารถชำระหนี้และสามารถตกลงแผนปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ได้ ธปท. ระบุว่าลูกหนี้ NPL ยังสามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามหลักเกณฑ์

 

Q: ปรับโครงสร้างหนี้แล้วค่างวดจะลดลงหรือไม่?

A: มีโอกาสลดลง แต่ไม่ใช่ทุกกรณี การลดค่างวดอาจเกิดจากการขยายระยะเวลาผ่อนหรือเปลี่ยนเงื่อนไขอื่น และต้องดูว่าดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

Q: ถ้าไม่สามารถรักษาบ้านไว้ได้ ควรทำอย่างไร?

A: ควรรีบเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออก เช่น ขอเวลาขายบ้านเอง หรือพิจารณาการโอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน แทนการปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจนถึงขั้นบังคับคดีโดยไม่มีแผน

 

                   สรุปส่งท้าย ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน ผ่อนบ้านไม่ไหว อย่ารอให้ถูกฟ้องแล้วค่อยแก้ การผ่อนบ้านไม่ไหวไม่ได้หมายความว่า “ต้องเสียบ้านทันที” และการเป็น NPL ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางเจรจาแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ รีบติดต่อเจ้าหนี้และขอปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าผ่อนไม่ไหว

ทางเลือกที่อาจพิจารณาได้ ได้แก่

  • ขยายระยะเวลาผ่อน
  • ลดค่างวดในช่วงแรก
  • ปรับแผนการชำระหนี้
  • ผ่อนแบบขั้นบันได
  • รีไฟแนนซ์ หากคุณสมบัติและต้นทุนเหมาะสม
  • ขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้
  • เจรจาทางเลือกอื่นกับเจ้าหนี้

ธปท. ระบุชัดว่าลูกหนี้สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ทั้ง ก่อนและหลังเป็น NPL ตามหลักเกณฑ์ Responsible Lending และหากเป็น NPL ยังมีกรอบการพิจารณาแผนปรับโครงสร้างหนี้ก่อนการโอนขายหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าหนีเจ้าหนี้ แต่ให้รีบเจรจา” เพราะยิ่งเริ่มแก้ปัญหาเร็ว ก็ยิ่งมีเวลาเลือกทางออกก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องและบังคับคดี

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือคำปรึกษากฎหมายเฉพาะบุคคล เงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้แตกต่างกันตามธนาคาร สัญญา สถานะบัญชี และความสามารถในการชำระหนี้ หากได้รับหมายศาลหรือเอกสารเกี่ยวกับการบังคับหลักประกัน ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

 

แหล่งข้อมูลหลักสำหรับบทความ: ธนาคารแห่งประเทศไทย — มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน และ ธนาคารแห่งประเทศไทย — การแก้ไขหนี้บ้าน

 


Property4Cash ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเพิ่มทุนให้กับทุกคนที่ต้องการเงินด่วน และต้องการเงินเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ไม่เช็คแบล็คลิส ไม่เช็คเครดิตบูโร

อนุมัติรวดเร็วทันใจ นึกถึง ขายฝากจำนอง นึกถึง Property4Cash

Line: @Property4Cash

โทร : 0968135989

หรือส่งรายละเอียดทรัพย์มาได้ที่ https://property4cash.co/https://property4cash.co/post-property/

นึกถึงขายฝาก.. นึกถึง Property 4 Cash

ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเร็ว ถูกกฎหมาย 100%

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : https://property4cash.co/articles/

หรือ https://facebook.com/propertyforcashofficial

ลงทะเบียนเป็นนักลงทุน

กรุณากรอก ชื่อ
กรุณากรอก นามสกุล
กรุณากรอก เบอร์โทรศัพท์
กรุณากรอก LINE ID
กรุณากรอก อีเมล
บาท
please verify you are human

บทความเเละข่าวสารแนะนำ

โฉนดที่ดิน แต่ละประเภทให้สิทธิ์ในที่ดินต่างกัน
7
Feb 24
รู้หรือไม่? โฉนดที่ดินแต่ละประเภทให้สิทธิ์ในที่ดินต่างกัน

ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อบ้านหรือที่ดิน เราต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนว่า โฉนดที่ดิน มีกี่ประเภท ซึ่งในปัจจุบันที่ดินถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทมากๆ มีทั้งแบบเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินและเอกสารสิทธิที่ดิน หรือแบบที่คนทั่วไปอย่างเราๆ สามารถซื้อขายกันได้ตามกฎหมาย และแบบที่รัฐออกสิทธิ์ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินตรงนั้น แต่ไม่อนุญาตให้ครอบครองซื้อขายกันได้ ซึ่งความแตกต่างของสิทธิ์นี้จะระบุในโฉนดที่ดินทั้งหมด บางคนอาจไม่ได้สังเกตุจึงทำให้เข้าใจผิดเกิดเป็นข้อพิพาทฟ้องร้องกันได้ เพื่อความชัดเจนว่าโฉนดที่ดินแบบไหนสามารถซื้อขายกันได้ เราจะรวบรวมข้อมูลโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ที่ดินต่างๆ กัน ทำความรู้จักโฉนดที่ดิน โฉนดที่ดินที่เราเรียกกันบ่อยๆ คือ หนังสือสำคัญที่มีไว้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินออกให้โดยกรมที่ดิน ผู้ที่มีโฉนดที่ดินจะถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ระบุไว้ในเอกสาร และมีอำนาจในการใช้ประโยชน์จากที่ดินตามพื้นที่ ที่ระบุในโฉนดที่ดินนั้น ซึ่งโฉนดที่ดินมีหลายประเภทและมีกรรมสิทธิ์ที่แตกต่างกันไป เช่น บางชนิดสามารถซื้อขายได้ บางชนิดไม่สามารถซื้อขายได้ โดยสังเกตได้จากสีของตราครุฑ และรหัสเอกสารด้านบนขวา โฉนดท […]

อ่านเพิ่มเติม
20
May 24
ไขข้อข้องใจ จำนอง ขายฝาก ต่างกันอย่างไร สัญญาแบบไหนได้เงินเยอะกว่า ?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาการขายฝาก จำนอง กลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ที่มีทรัพย์สิน ที่ต้องการเงินด่วนเพื่อใช้จ่ายในธุรกิจหรือใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อกระแสความต้องการที่มากขึ้น คำถามที่ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา ได้รับกันมาเยอะมากคือ ขายฝาก กับ จำนอง สัญญาแบบไหนได้เงินเยอะกว่ากัน ?    วันนี้ Property4Cash จะมาตอบคำถามนี้ให้กับทุกคน เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจทำสัญญาขายฝาก – จำนอง ถ้าพร้อมไปกันเลยค่ะ     ขายฝาก จำนอง ต่างกันอย่างไร ? ก่อนที่จะพูดถึงจำนวนเงินกัน ขออธิบายสั้นๆเกี่ยวกับความต้องของการขายฝากและจำนองกันก่อน  การขายฝากนั้น ผู้ขายฝากต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ผู้รับซื้อฝาก โดยผู้ขายฝากสามารถไถ่ทรัพย์สินคืนได้ตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนด   ในส่วนของการจำนอง คือการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้และชำระหนี้  โดยผู้จำนองไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้รับจำนอง โดยทรัพย์สินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จำนองอยู่        ขายฝาก กับ จำนอง สัญญาแบบไหนได้เงินเยอะกว่ากัน ? อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเข้าความต่างกันมากขึ้นแล้ว สำหรับคำถามที่ว่าขายฝาก และ จำนอง แบบไหนที่ได้เงินมากกว่า คำตอบ […]

อ่านเพิ่มเติม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ ลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายลง 0.25%
28
Aug 25
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ ลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายลง 0.25%

          ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ ลดอัตราดอกเบี้ย เหลือ 0.25% เพื่อช่วยส่งแรงหนุนอสังหาฟื้นเชื่อมั่น – กำลังซื้อ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ชี้ลดดอกเบี้ย นับเป็นสัญญาณบวกต่อผู้ซื้อ และผู้ประกอบการ แนะรัฐเร่งคลายเกณฑ์สินเชื่อ กระตุ้นดีมานด์บ้านไม่เกิน 7 ล้าน            การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% และมีผลทันทีนั้น ถือเป็น “ข่าวดี” ที่ส่งแรงหนุนต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งฝั่งอุปสงค์ และอุปทานในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน           คุณสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า… มาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกใน 3 มิติหลัก คือ “ต้นทุนการกู้ต่ำลง – ฟื้นความเชื่อมั่น – ผ่อนภาระผู้ประกอบการ” ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดบ้านจัดสรรในช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม             ดอกเบี้ยที่ลดลงทันที จะส่งผลดีต่อกลุ่มผู้กู้สินเชื่อบ้าน โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่ใช้ดอกเบี้ยแบบลอยตัว ภาระผ่อนต่อเดือนจะลดลง เพิ่มความสามารถในการซื้อบ้านในระยะสั้น           หนึ่งในผลกระทบที่จับต้องได้ชัดเจน คือ ต้ […]

อ่านเพิ่มเติม