มูลค่าที่ดิน
2
Nov 26

10 ปัจจัยที่กำหนด มูลค่าที่ดิน มีอะไรบ้าง? รู้ก่อนซื้อ ขาย หรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์

                   มูลค่าที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ขาย และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ดินแต่ละแปลงมีศักยภาพและความคุ้มค่าแตกต่างกัน แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันก็ตาม การประเมินราคาที่ดินจึงไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือขนาดพื้นที่เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงผังเมือง กฎหมายการใช้ประโยชน์ที่ดิน สภาพแวดล้อม และแนวโน้มการเติบโตของพื้นที่ในอนาคตด้วย

                   บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ 10 ปัจจัยที่กำหนดมูลค่าที่ดิน พร้อมแนวทางพิจารณาราคาที่ดินอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุน และเจ้าของที่ดินสามารถประเมินศักยภาพของทรัพย์สินได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

มูลค่าที่ดินคืออะไร?

                   มูลค่าที่ดิน คือ มูลค่าทางเศรษฐกิจของที่ดิน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจพิจารณาจากราคาตลาด ราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการ หรือมูลค่าที่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การซื้อขาย การลงทุน หรือการใช้เป็นหลักประกัน

                   ทั้งนี้ ราคาประเมินราชการและราคาตลาดอาจแตกต่างกันได้ เนื่องจากใช้วัตถุประสงค์ วิธีการประเมิน และข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ต่างกัน

10 ปัจจัยที่กำหนดมูลค่าที่ดิน มีอะไรบ้าง?

1. ทำเลที่ตั้งของที่ดิน

                   ทำเลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อมูลค่าที่ดิน เพราะเป็นตัวกำหนดความสะดวกในการเดินทาง การเข้าถึงบริการ และโอกาสในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่

                   ที่ดินในย่านธุรกิจใจกลางเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ หรือบริเวณที่มีแหล่งงานและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มักมีความต้องการสูงกว่าที่ดินในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม ที่ดินในทำเลชานเมืองก็อาจมีมูลค่าสูงได้ หากอยู่ในพื้นที่ที่กำลังเติบโตหรือมีศักยภาพในการพัฒนา

ตัวอย่าง: ที่ดินใกล้ย่านสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือแหล่งท่องเที่ยว อาจเหมาะสำหรับพัฒนาอาคารพาณิชย์ โรงแรม หรือโครงการที่อยู่อาศัย ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณนั้น

2. การเดินทางและระบบคมนาคม

                   ความสะดวกในการเดินทางมีผลโดยตรงต่อความน่าสนใจของที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่ใกล้ถนนสายหลัก ทางด่วน สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง หรือเส้นทางคมนาคมสำคัญ

                   พื้นที่ที่เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือแหล่งงานได้สะดวกมักได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและนักลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาระยะทางจริง ทางเข้าสู่ที่ดิน และความสะดวกในการเดินทางด้วย ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าตั้งอยู่ใกล้สถานีหรือถนนสายหลักเท่านั้น

                   นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการคมนาคมใหม่อาจเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ แต่ผลต่อราคาที่ดินยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการ ความต้องการในตลาด และข้อจำกัดในการพัฒนา

3. ขนาด รูปร่าง และหน้ากว้างของที่ดิน

                   ขนาดและลักษณะทางกายภาพของที่ดินส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการนำไปใช้ประโยชน์ ที่ดินที่มีรูปทรงสม่ำเสมอ หน้ากว้างเหมาะสม และมีพื้นที่เพียงพอ อาจวางแผนก่อสร้างได้ง่ายกว่าที่ดินที่มีรูปร่างแคบ ยาว หรือเว้าแหว่ง

ตัวอย่างปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ขนาดพื้นที่: มีความเหมาะสมกับโครงการที่ต้องการพัฒนาหรือไม่
  • หน้ากว้างที่ดิน: รองรับทางเข้าออก อาคาร หรือพื้นที่จอดรถได้เพียงใด
  • รูปทรงที่ดิน: สามารถจัดวางอาคารและใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
  • แนวเขตที่ดิน: มีความชัดเจนและสอดคล้องกับเอกสารสิทธิหรือไม่

ที่ดินแปลงใหญ่ไม่ได้มีราคาต่อหน่วยสูงกว่าที่ดินแปลงเล็กเสมอไป เพราะราคายังขึ้นอยู่กับทำเล ศักยภาพในการพัฒนา และความต้องการซื้อในตลาดด้วย

4. ถนนทางเข้าออกและสิทธิในการเข้าถึงที่ดิน

                   ที่ดินที่มีทางเข้าออกสะดวกและเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอย่างเหมาะสม มักมีความได้เปรียบในด้านการใช้ประโยชน์และการพัฒนา

                   ในทางกลับกัน ที่ดินตาบอดหรือที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกโดยตรง อาจมีข้อจำกัดในการก่อสร้าง การขนส่ง และการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ จึงอาจส่งผลให้มูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับที่ดินที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

                   ก่อนซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบว่าเส้นทางเข้าออกเป็นถนนสาธารณะหรือทางส่วนบุคคล มีสิทธิใช้ทางตามกฎหมายหรือไม่ และมีข้อจำกัดด้านความกว้างของทางเข้าหรือข้อกำหนดการขออนุญาตก่อสร้างอย่างไร

5. ผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน

                   ผังเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าที่ดินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบใดได้บ้าง เช่น การอยู่อาศัย การพาณิชยกรรม การอุตสาหกรรม หรือการใช้ประโยชน์ประเภทอื่นตามที่กฎหมายอนุญาต

                   ที่ดินสองแปลงที่อยู่ติดกันอาจมีมูลค่าแตกต่างกันได้ หากมีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างกัน หรือมีข้อจำกัดด้านความสูงอาคาร ระยะร่น อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) และข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนประเมินมูลค่า

  • สีผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • ข้อจำกัดในการก่อสร้างอาคารตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อกำหนดเฉพาะของพื้นที่ เช่น เขตอนุรักษ์หรือพื้นที่ควบคุม
  • ความเป็นไปได้ในการขออนุญาตพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้

ที่ดินที่มีศักยภาพพัฒนาได้หลากหลายอาจดึงดูดผู้ซื้อได้มากกว่า แต่ต้องพิจารณาความเป็นไปได้จริงและต้นทุนในการพัฒนาควบคู่กัน

6. สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก

                   ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินสำหรับอยู่อาศัยหรือพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์

ปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา
  • ระบบระบายน้ำและการจัดการน้ำเสีย
  • ระบบโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต
  • โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานศึกษา
  • ตลาด ศูนย์การค้า และแหล่งงาน
  • ระบบขนส่งสาธารณะและพื้นที่บริการชุมชน

                   หากที่ดินมีระบบสาธารณูปโภคพร้อมใช้งาน เจ้าของอาจมีต้นทุนเตรียมพื้นที่ต่ำกว่าที่ดินซึ่งยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบความสามารถในการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบจริงด้วย

7. สภาพพื้นที่ ระดับดิน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

                   สภาพทางกายภาพของที่ดินส่งผลต่อทั้งมูลค่าและต้นทุนในการพัฒนา ที่ดินที่มีระดับเหมาะสม ระบายน้ำได้ดี และมีสภาพดินรองรับการก่อสร้าง อาจมีความได้เปรียบกว่าที่ดินที่ต้องปรับปรุงพื้นที่จำนวนมาก

ประเด็นสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • ระดับดินเทียบกับถนนและพื้นที่โดยรอบ
  • ประวัติน้ำท่วมและประสิทธิภาพการระบายน้ำ
  • สภาพดินและความเหมาะสมต่อการก่อสร้าง
  • ความเสี่ยงจากการกัดเซาะ ดินทรุด หรือภัยธรรมชาติ
  • ค่าใช้จ่ายในการถมดิน ปรับระดับ และทำระบบระบายน้ำ

ตัวอย่างเช่น ที่ดินราคาซื้อขายต่ำอาจดูน่าสนใจในเบื้องต้น แต่หากต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการถมดิน ปรับปรุงสภาพพื้นที่ หรือป้องกันน้ำท่วม ต้นทุนรวมอาจสูงกว่าการซื้อที่ดินที่มีความพร้อมมากกว่า

8. ศักยภาพในการพัฒนาและผลตอบแทนจากการลงทุน

                   มูลค่าที่ดินไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่ การสร้างบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โกดัง คลังสินค้า อาคารพาณิชย์ หรือโครงการจัดสรร ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและข้อจำกัดของพื้นที่

สำหรับนักลงทุน ควรพิจารณาว่าที่ดินสามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ต้นทุนซื้อที่ดินและค่าใช้จ่ายในการพัฒนา
  • ความต้องการของตลาดเป้าหมาย
  • ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาและขาย
  • รายได้หรือค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ
  • ความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ

ที่ดินที่มีศักยภาพสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีมูลค่าสูงเสมอไป หากต้นทุนพัฒนาเกินกว่ารายได้ที่คาดการณ์ หรือมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามแผน

9. ราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียง

                   ราคาซื้อขายของที่ดินที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินมูลค่าตลาด เพราะช่วยสะท้อนระดับราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายยอมรับในพื้นที่นั้น อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบราคาควรพิจารณามากกว่าราคาต่อไร่หรือต่อตารางวา โดยควรตรวจสอบด้วยว่า

  • ที่ดินอยู่ในทำเลเดียวกันหรือมีลักษณะใกล้เคียงกันเพียงใด
  • ขนาด รูปร่าง และหน้ากว้างใกล้เคียงกันหรือไม่
  • มีถนนเข้าออกและสาธารณูปโภคพร้อมเพียงใด
  • มีข้อจำกัดด้านผังเมืองหรือกฎหมายแตกต่างกันหรือไม่
  • เป็นราคาที่ซื้อขายกันจริงหรือเป็นเพียงราคาประกาศขาย

การใช้ราคาประกาศขายเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินมูลค่าสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้ จึงควรใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเปรียบเทียบทรัพย์สินที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมากที่สุด

10. แนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตของพื้นที่ในอนาคต

                   ปัจจัยสุดท้ายคือแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการที่ดินในระยะยาว พื้นที่ที่มีการขยายตัวของแหล่งงาน การลงทุนภาคเอกชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือการเพิ่มขึ้นของประชากร อาจมีโอกาสได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและนักลงทุนมากขึ้น

                   อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ราคาที่ดินในอนาคตต้องพิจารณาความเสี่ยงควบคู่กัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย กำลังซื้อของผู้บริโภค ต้นทุนการก่อสร้าง และความล่าช้าของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

                   ดังนั้น การซื้อที่ดินโดยอาศัยเพียงกระแสข่าวหรือความคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้น อาจมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน

มูลค่าที่ดิน

วิธีประเมินมูลค่าที่ดินเบื้องต้น ควรเริ่มจากอะไร?

หากต้องการประเมินมูลค่าที่ดินอย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มต้นได้จาก 5 ขั้นตอนดังนี้

  1. ตรวจสอบเอกสารสิทธิ: ตรวจสอบประเภทเอกสารสิทธิ ขอบเขตที่ดิน ภาระผูกพัน และสิทธิในการเข้าออก
  2. สำรวจทำเลและสภาพพื้นที่: พิจารณาถนน ทางเข้าออก สาธารณูปโภค ระดับดิน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
  3. ตรวจสอบผังเมืองและกฎหมาย: ตรวจสอบประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและข้อจำกัดในการพัฒนา
  4. เปรียบเทียบราคาตลาด: รวบรวมข้อมูลที่ดินใกล้เคียง โดยให้ความสำคัญกับรายการซื้อขายจริงที่ตรวจสอบได้
  5. วิเคราะห์ต้นทุนและศักยภาพ: ประเมินค่าใช้จ่ายในการพัฒนา รายได้ที่คาดว่าจะได้รับ และความเสี่ยงในการลงทุน

หากเป็นที่ดินมูลค่าสูง ที่ดินสำหรับโครงการพัฒนา หรือกรณีที่ต้องใช้มูลค่าอย่างเป็นทางการ ควรพิจารณาให้ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน

Q1: ปัจจัยใดมีผลต่อมูลค่าที่ดินมากที่สุด?

A: ทำเลที่ตั้งเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะส่งผลต่อการเข้าถึง ความต้องการซื้อ และศักยภาพในการใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม มูลค่าที่ดินยังขึ้นอยู่กับผังเมือง ขนาดและรูปร่างที่ดิน ถนนทางเข้าออก สภาพพื้นที่ และราคาตลาดโดยรอบ จึงไม่สามารถใช้ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งตัดสินมูลค่าได้ทั้งหมด

Q2: ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์เท่ากับราคาตลาดหรือไม่?

A: ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการจัดทำขึ้นตามหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของการประเมิน ส่วนราคาตลาดสะท้อนมูลค่าที่เกิดจากสภาพตลาดและปัจจัยเฉพาะของที่ดินในช่วงเวลานั้น จึงอาจมีความแตกต่างกันได้

Q3: ที่ดินติดถนนมีมูลค่าสูงกว่าที่ดินด้านในเสมอหรือไม่?

A: ไม่เสมอไป แม้ที่ดินติดถนนจะได้เปรียบด้านการเข้าถึงและอาจเหมาะกับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่ต้องพิจารณาประเภทถนน ความสะดวกในการเข้าออก การจราจร ข้อกำหนดทางกฎหมาย และวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินด้วย

Q4: ที่ดินเปล่าจะเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้อย่างไร?

A: มูลค่าที่ดินอาจเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของความต้องการในพื้นที่ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในทุกพื้นที่ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลตลาดและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

Q5: ควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนซื้อที่ดิน?

A: ควรตรวจสอบเอกสารสิทธิและแนวเขต ทางเข้าออก ผังเมือง ภาระผูกพัน สาธารณูปโภค สภาพพื้นที่ ราคาซื้อขายใกล้เคียง และความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ตามแผนที่วางไว้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทำสัญญา

                   สรุปส่งท้าย เข้าใจปัจจัยกำหนด มูลค่าที่ดิน ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ มูลค่าที่ดินเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ตั้งแต่ทำเลและการเดินทาง ไปจนถึงผังเมือง สภาพพื้นที่ ศักยภาพในการพัฒนา ราคาซื้อขายในตลาด และแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยให้เห็นภาพมูลค่าของที่ดินได้รอบด้านมากขึ้น

                   สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อ ขาย หรือถือครองที่ดินเพื่อการลงทุน ควรเริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลที่ดินอย่างละเอียด เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่ใกล้เคียง และประเมินต้นทุนกับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ เพราะ ที่ดินที่มีมูลค่าสูงไม่ได้วัดจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์และศักยภาพในการสร้างมูลค่าในระยะยาวด้วย

 

 


Property4Cash ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเพิ่มทุนให้กับทุกคนที่ต้องการเงินด่วน และต้องการเงินเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ไม่เช็คแบล็คลิส ไม่เช็คเครดิตบูโร

อนุมัติรวดเร็วทันใจ นึกถึง ขายฝากจำนอง นึกถึง Property4Cash

Line: @Property4Cash

โทร : 0968135989

หรือส่งรายละเอียดทรัพย์มาได้ที่ https://property4cash.co/https://property4cash.co/post-property/

นึกถึงขายฝาก.. นึกถึง Property 4 Cash

ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเร็ว ถูกกฎหมาย 100%

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : https://property4cash.co/articles/

หรือ https://facebook.com/propertyforcashofficial

ลงทะเบียนเป็นนักลงทุน

กรุณากรอก ชื่อ
กรุณากรอก นามสกุล
กรุณากรอก เบอร์โทรศัพท์
กรุณากรอก LINE ID
กรุณากรอก อีเมล
บาท
please verify you are human

บทความเเละข่าวสารแนะนำ

รีไฟแนนซ์คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?
7
Apr 23
รีไฟแนนซ์คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

มนุษย์เงินเดือนแบบเรามักได้ยินคำว่า “รีไฟแนนซ์” อยู่บ่อยๆ แต่เชื่อว่ามีเพื่อนๆ จำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจว่าคืออะไร หากเพื่อนๆยังสงสัย ไม่เข้าใจว่าการรีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร? มีขั้นตอน ข้อดีและประโยชน์อย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านให้มากขึ้น รีไฟแนนซ์ คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้ เป็นการที่เราไปขอกู้เงินใหม่อีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาชำระหนี้ก้อนเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะทำกับการกู้ซื้อบ้าน คอนโดและรถยนต์เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ในการผ่อนชำระหนี้สินเชื่อก้อนเดิม และจ่ายส่วนของดอกเบี้ยลดลงเพราะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ย ที่สำคัญคือในการทำเรื่องขอรีไฟแนนซ์ครั้งใหม่นี้ จะได้รับข้อเสนอในการผ่อนชำระที่ดีกว่าสินเชื่อเดิม และอาจจะได้ระยะเวลาในการผ่อนที่ยาวขึ้นโดยคนส่วนใหญ่มักจะไปขอรีไฟแนนซ์หลังจากได้ผ่อนชำระครบ 3 ปี วิธีขอรีไฟแนนซ์บ้าน ตรวจสอบสัญญากู้เดิม ก่อนการยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน ต้องทำการติดต่อขอเอกสารสรุปยอดหนี้ทั้งหมดจากธนาคารเก่า เพื่อเป็นการสรุปรายละเอียด เช่น จำนวนเงินที่กู้ ระยะเวลาที่ชำระไปแล้ว เหลือเวลาที่ต้องผ่อนชำระอีกกี่ปี หลังจากนั้นให้นำเอกสารนี้ไปยื่นที่ธนาคารใหม่ท […]

อ่านเพิ่มเติม
29
Apr 24
3 แอปฯ ช่วยให้การออมเงินเป็นเรื่องง่าย ตัวช่วยบริหารค่าใช้จ่าย แบบฉบับมือโปร 2024

“ความมั่นคงทางการเงิน” เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตมนุษย์ทุกคน ถึงจะพูดอย่างงั้น แต่ใช่ว่าทุกจะสามารถทำได้ ด้วยภาระทางเกินเงินที่แตกต่างกัน ปัญหาที่พบเจอจึงไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายและใกล้ตัวที่สุดนั่นก็คือ “การออมเงิน” เพื่อให้การออมเงินเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน วันนี้ Propert4cash ขอแนะนำ 3 แอปออมเงิน ตัวช่วยการออมเงิน เพื่อการทำรายรับ-รายจ่าย ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับทุกคนมาฝากกันค่ะ  Save Money แอปออมเงิน แอปแรกที่เราแนะนำ แอปฯ บริการรายรับ-รายจ่าย ช่วยควบคุมการเงิน ทำให้มองเห็นภาพรวมการใช้จ่าย ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สามารถเรียกดูประวัติย้อนหลังได้ วัน/สัปดาห์/เดือน ที่สำคัญ ฟรี! ส่งออกข้อมูลไปยังไฟล์ CSV ฟรี! ระบบสำรองข้อมูล (backup) ได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ ICloud , Google Drive , Dropbox  ดาวโหลด : Andriod / iOS Money+ ตัวช่วยการบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างง่ายดาย ออกแบบด้วยสีสันสดใส ใช้งานง่าย สามารถแยกบัญชีหลายประเภทค่าใช้จ่ายหลายรูปแบบ มาพร้อมกับฟีเจอร์แปลงสกุลเงินต่างๆ สามารถใช้แบบออฟไลน์และป้องกันข้อมูลรั่วไหล ดาวโหลด : Andriod / iOS 3.  Piggipo GO ทางเลือกที่เหมาะส […]

อ่านเพิ่มเติม
การฝากขาย และ การขายฝาก แตกต่างกันอย่างไร
17
Oct 23
การฝากขาย และ การขายฝาก แตกต่างกันอย่างไร

หลายๆ คนอาจจะยังสับสนหรือสงสัยกับว่า การขายฝาก และ การฝากขาย แตกต่างกันอย่างไร แม้ว่าอ่านแล้วอาจจะดูคล้ายกัน แต่สองคำนี้มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของการขายฝาก กับ การฝากขายกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าแต่ละตัวมันมีความหมายยังไง จะได้ไม่เข้าใจกันผิดกันอีกจ้า การขายฝาก คือ สัญญาการซื้อขายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกแก่ผู้รับขายฝาก (นายทุน) ณ วันที่ทำสัญญาที่กรม ที่ดิน ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้ ภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา (แต่ไม่เกิน 10 ปี) หากไม่มาไถ่ถอนทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์นั้นจะตกเป็นของผู้รับฝาก(นายทุน) ทันที ส่วนการ ฝากขายนั้น ผู้ฝากขายจะนำทรัพย์สินของตนเองไปฝากขายกับตัวแทน หรือนายหน้า เพื่อให้ทางนายหน้า ช่วยทำการตลาด โฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ทรัพย์สิน ที่เจ้าของทรัพย์นำไปฝากขาย ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะยังเป็นของผู้ฝากขายอยู่ และจะโอนเป็นของผู้อื่นเมื่อนายหน้าได้ทำการขายทรัพย์สินนั้น ให้กับผู้ฝากขายได้แล้ว ตารางเปรียบเทียบระหว่างขายฝากและฝากขาย หัวข้อ ขายฝาก ฝากขาย ธุรกรรม การขายฝากและสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นคืนได้ ห […]

อ่านเพิ่มเติม