หมุนเงินไม่ทัน
14
Sep 26

                   หาก หมุนเงินไม่ทัน ในช่วงวิกฤตและมีอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สิน ควรเริ่มจากการประเมินกระแสเงินสดและภาระหนี้ก่อน แล้วพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม เช่น เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ รีไฟแนนซ์ ใช้สินเชื่อที่มีหลักประกัน ปล่อยเช่าหรือขายทรัพย์ที่ไม่จำเป็น และพิจารณาขายฝากเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยต้องเปรียบเทียบต้นทุน ความเสี่ยง และผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์ก่อนตัดสินใจ

 

หมุนเงินไม่ทันช่วงวิกฤต ควรเริ่มแก้จากตรงไหน?

                   ช่วงที่รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือมีหนี้หลายก้อนพร้อมกัน ปัญหาใหญ่ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “หาเงินเพิ่ม” แต่คือการรักษา สภาพคล่อง ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน สำหรับคนที่มีบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ อยู่ในมือ ทรัพย์เหล่านี้อาจช่วยสร้างสภาพคล่องได้ แต่แต่ละวิธีมีต้นทุนและความเสี่ยงแตกต่างกัน

                   สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้ผิดนัดชำระหนี้หลายงวดแล้วค่อยแก้ปัญหา เพราะเมื่อประวัติการชำระหนี้เสียลง ทางเลือกในการจัดการหนี้อาจลดลง และการเจรจากับเจ้าหนี้อาจทำได้ยากขึ้นบทความนี้สรุป 5 ทางเลือกที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรพิจารณาเมื่อกำลังประสบปัญหาเงินขาดมือ

 

  1. เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้

                   หากปัญหาหลักคือ รายได้ไม่พอกับค่างวด แต่ยังต้องการรักษาบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ไว้ วิธีแรกที่ควรพิจารณาคือการติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้

ตัวอย่างแนวทางที่อาจนำมาพิจารณา ได้แก่

  • ขยายระยะเวลาชำระหนี้
  • ปรับลดค่างวดในช่วงแรก
  • เปลี่ยนรูปแบบการชำระหนี้
  • พักหรือผ่อนปรนเงื่อนไขบางส่วนตามมาตรการของเจ้าหนี้
  • รวมหนี้บางประเภทให้บริหารจัดการง่ายขึ้น

ข้อดีคือเจ้าของทรัพย์ยังมีโอกาสรักษาอสังหาริมทรัพย์ไว้ โดยไม่ต้องรีบนำทรัพย์ออกขาย

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเจรจา

การเดินเข้าไปหาเจ้าหนี้พร้อมคำว่า “ผ่อนไม่ไหว” อาจไม่เพียงพอ ควรเตรียมข้อมูลให้ชัดเจน เช่น

รายได้ต่อเดือน – ค่าใช้จ่ายจำเป็น – หนี้ที่ต้องชำระ = เงินเหลือสำหรับชำระหนี้

รวมถึงควรแสดงให้เห็นว่าปัญหาเกิดจากอะไร และมีแผนอย่างไรที่จะทำให้สถานะทางการเงินกลับมาดีขึ้น

หลักสำคัญ: หากเริ่มรู้ตัวว่ากำลังจะมีปัญหา ควรติดต่อเจ้าหนี้ให้เร็วที่สุด ไม่ควรรอจนถึงวันที่ไม่มีเงินจ่าย

หมุนเงินไม่ทัน

  1. รีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้ เพื่อลดภาระรายเดือน

                   หากมีประวัติการชำระหนี้ที่ยังดีและคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ของสถาบันการเงิน การ รีไฟแนนซ์ อาจเป็นอีกทางเลือกในการลดภาระดอกเบี้ยหรือปรับโครงสร้างการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น เจ้าของบ้านมีสินเชื่อบ้านที่เหลืออยู่ และพบว่าสามารถย้ายสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ที่มีเงื่อนไขเหมาะสมกว่า ก็อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้

                   อย่างไรก็ตาม อย่าดูเฉพาะว่า “ค่างวดต่อเดือนลดลงเท่าไร” ควรคำนวณ ต้นทุนรวมตลอดสัญญา ด้วย เพราะการยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมที่จ่ายเพิ่มขึ้นได้

ก่อนรีไฟแนนซ์ควรเปรียบเทียบอะไร?

  • อัตราดอกเบี้ย
  • ค่างวดใหม่
  • ระยะเวลาผ่อน
  • ค่าธรรมเนียม
  • ค่าใช้จ่ายในการจดจำนองหรือโอนที่เกี่ยวข้อง
  • เงื่อนไขการปิดสินเชื่อเดิม
  • ดอกเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญา

รีไฟแนนซ์ไม่ใช่การลบหนี้ แต่เป็นการจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ ดังนั้นควรใช้เมื่อช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้นอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างหนี้ก้อนใหม่มาปิดหนี้เก่า

 

  1. เปลี่ยนอสังหาฯ ให้สร้างกระแสเงินสด

                   บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีทรัพย์สิน” แต่อยู่ที่ทรัพย์สินที่มี ไม่ได้สร้างรายได้ หากมีบ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อาจพิจารณาเปลี่ยนทรัพย์ให้กลายเป็นกระแสเงินสด เช่น

  • ปล่อยเช่า
  • ให้เช่าพื้นที่บางส่วน
  • ปรับบ้านให้เป็นที่พักอาศัยให้เช่า
  • ให้เช่าพื้นที่สำหรับทำธุรกิจ
  • ขายทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือการทำธุรกิจ

วิธีนี้มีข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทันที หากสามารถสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าได้

แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุน เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าส่วนกลาง ภาษี ค่าใช้จ่ายในการหาผู้เช่า รวมถึงความเสี่ยงจากช่วงเวลาที่ไม่มีผู้เช่า

ถ้ามีอสังหาฯ หลายแห่ง ควรเริ่มจากทรัพย์ไหน?

ลองจัดลำดับทรัพย์สินตาม 3 คำถาม

  1. ทรัพย์ไหนสร้างรายได้ต่ำที่สุด?
  2. ทรัพย์ไหนมีค่าใช้จ่ายในการถือครองสูงที่สุด?
  3. ทรัพย์ไหนไม่ได้มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยหรือการประกอบธุรกิจ?

ทรัพย์ที่ตอบ “ใช่” หลายข้อ อาจเป็นทรัพย์ที่ควรพิจารณาปรับรูปแบบการถือครองก่อน

 

  1. ขายอสังหาริมทรัพย์บางส่วน เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

                   หากประเมินแล้วว่าปัญหาทางการเงินไม่ใช่เพียงชั่วคราว การ ขายอสังหาริมทรัพย์บางส่วน อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระหนี้และสร้างเงินก้อน แม้หลายคนจะรู้สึกว่า “ขายทรัพย์สินคือการยอมแพ้” แต่ในบางสถานการณ์ การขายทรัพย์ที่ไม่จำเป็นอาจช่วยป้องกันไม่ให้ต้องขายทรัพย์สินในอนาคตด้วยราคาที่ต่ำกว่าเดิมจากแรงกดดันทางการเงิน

ก่อนขายควรคำนวณ “เงินเหลือจริง”

อย่าดูเฉพาะราคาขาย เช่น

ราคาขาย – หนี้คงเหลือ – ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้อง – ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ = เงินสุทธิที่ได้รับ

จากนั้นถามตัวเองว่าเงินก้อนนี้สามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

หากขายบ้าน 5 ล้านบาท แต่มีหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนเหลือเงินเพียงจำนวนหนึ่ง และยังมีภาระรายเดือนสูงเหมือนเดิม การขายอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ในทางกลับกัน หากการขายสามารถปิดหนี้ก้อนใหญ่และลดค่าใช้จ่ายประจำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ช่วยให้ฐานะทางการเงินกลับมาแข็งแรงขึ้น

 

  1. ขายฝากอสังหาริมทรัพย์: ทางเลือกที่ต้องเข้าใจความเสี่ยง

                   สำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการเงินก้อน แต่ยังต้องการมีโอกาสไถ่ทรัพย์คืน การขายฝาก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่บางคนอาจนำมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า ขายฝากไม่ใช่จำนอง ในการขายฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จะโอนไปยังผู้ซื้อฝากตั้งแต่จดทะเบียน ขณะที่ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ทรัพย์คืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น แม้จะได้เงินก้อนมาแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่ก็มีความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถหาเงินมาไถ่ทรัพย์ได้ภายในกำหนด

                   สำหรับการขายฝากที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 มีกลไกคุ้มครองผู้ขายฝากหลายประการ เช่น การกำหนดระยะเวลาไถ่ การควบคุมสินไถ่ และการแจ้งเตือนก่อนครบกำหนด ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าธุรกรรมนั้นเข้าเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่

 

ก่อนตัดสินใจขายฝาก ต้องตอบให้ได้ 4 ข้อ

  1. ต้องใช้เงินเท่าไร? อย่าขายฝากด้วยจำนวนเงินมากกว่าที่จำเป็นเพียงเพราะมีคนเสนอวงเงินสูง
  2. จะหาเงินมาไถ่จากไหน? ต้องมีแผนที่เป็นไปได้ เช่น รายได้จากธุรกิจ การขายทรัพย์สินอื่น หรือการขอสินเชื่อในอนาคต
  3. วันครบกำหนดไถ่คือวันไหน? ต้องบันทึกวันสำคัญนี้ไว้อย่างชัดเจนและเตรียมเงินล่วงหน้า
  4. หากไถ่ไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้น? ต้องเข้าใจความเสี่ยงต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ก่อนเซ็นสัญญา

 

ขายฝากจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เงินด่วนที่ใช้บ้านค้ำ” แต่ควรมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีผลต่อกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

 

แล้วควรเลือกทางรอดทางการเงินแบบไหนดี?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เงินขาดมือและสถานะของอสังหาริมทรัพย์

ลองใช้หลักง่ายๆ ดังนี้

สถานการณ์ทางเลือกที่ควรพิจารณา
รายได้ลดลงชั่วคราว แต่ยังมีรายได้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้
หนี้เดิมมีต้นทุนสูงเปรียบเทียบรีไฟแนนซ์
มีอสังหาฯ ที่ไม่ได้ใช้ปล่อยเช่าหรือขาย
ต้องการลดหนี้ระยะยาวขายทรัพย์ที่ไม่จำเป็น
ต้องการเงินก้อนและมีแผนไถ่คืนที่ชัดเจนพิจารณาขายฝากอย่างรอบคอบ
ไม่มีแผนหาเงินมาไถ่ไม่ควรรีบขายฝาก

 

3 สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อหมุนเงินไม่ทัน

 

  1. กู้ก้อนใหม่โดยไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร การกู้เงินใหม่มาปิดหนี้เก่าอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว หากรายรับยังไม่พอกับรายจ่าย สุดท้ายหนี้อาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  2. นำทรัพย์สำคัญไปแลกเงินโดยไม่อ่านสัญญา โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีผลต่อกรรมสิทธิ์ เช่น การขายฝาก ผู้ทำสัญญาต้องเข้าใจสิทธิ หน้าที่ จำนวนเงิน และกำหนดเวลาอย่างละเอียด
  3. รอจนถึงวันผิดนัดแล้วค่อยเจรจา ยิ่งเริ่มแก้ปัญหาเร็ว ยิ่งมีโอกาสเลือกทางออกได้มากขึ้น

 

วิธีวางแผนการเงินเมื่อมีอสังหาฯ แต่เงินสดไม่พอ

                   หากกำลังอยู่ในภาวะเงินตึงมือ ลองทำตารางง่ายๆ 4 ช่อง

ช่องที่ 1: เงินสดที่มีอยู่ รวมเงินในบัญชี เงินสำรอง และเงินที่คาดว่าจะได้รับในระยะสั้น

ช่องที่ 2: รายได้ที่จะเข้ามา แยกเป็นรายได้ประจำ รายได้จากธุรกิจ ค่าเช่า และเงินก้อนที่คาดว่าจะได้รับ

ช่องที่ 3: ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียน ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้

ช่องที่ 4: หนี้ที่ต้องจ่าย จัดลำดับหนี้ตามวันครบกำหนดและผลกระทบหากไม่ชำระ

เมื่อเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้ว จึงค่อยเลือกว่าจะ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปรับหนี้ หรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์

วิธีนี้ดีกว่าการตัดสินใจจากความรู้สึกว่า “ต้องหาเงินให้ได้เร็วที่สุด”

 

                   สรุปส่งท้าย มีอสังหาฯ แต่ หมุนเงินไม่ทัน ยังมีทางออก การมีอสังหาริมทรัพย์ในช่วงวิกฤตอาจเป็นทั้งภาระและ “ต้นทุน” ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาเงินให้ได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว

 

ทางรอดที่เหมาะสมควรเป็นทางเลือกที่ช่วยให้กระแสเงินสดกลับมาสมดุล โดยไม่สร้างปัญหาใหญ่กว่าเดิม

5 ทางเลือกที่ควรพิจารณา ได้แก่

  1. เจรจาปรับโครงสร้างหนี้
  2. รีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้
  3. นำอสังหาฯ มาสร้างรายได้
  4. ขายทรัพย์สินบางส่วน
  5. พิจารณาขายฝากอย่างรอบคอบ หากมีแผนไถ่คืนที่ชัดเจน

โดยเฉพาะการขายฝาก ผู้ขายฝากต้องตระหนักว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์มีการโอนไปยังผู้ซื้อฝากตั้งแต่จดทะเบียน จึงควรพิจารณาความสามารถในการไถ่คืนและเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

ในภาวะวิกฤต เป้าหมายไม่ใช่แค่ “หาเงินให้ทัน” แต่คือ “หาเงินโดยไม่ทำให้อนาคตทางการเงินแย่ลงกว่าเดิม”

 

Q: หมุนเงินไม่ทันควรทำอย่างไร?

A: ควรเริ่มจากประเมินเงินสด รายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้ทั้งหมด จากนั้นติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาทางเลือกก่อนพิจารณาก่อหนี้ใหม่หรือใช้อสังหาริมทรัพย์สร้างสภาพคล่อง

 

Q: มีบ้านแต่ไม่มีเงินสด ทำอย่างไรได้บ้าง?

A: อาจพิจารณาปล่อยเช่า รีไฟแนนซ์ ขอสินเชื่อที่มีหลักประกัน ขายทรัพย์ที่ไม่จำเป็น หรือพิจารณาขายฝากในกรณีที่เข้าเงื่อนไขและมีแผนไถ่คืนที่ชัดเจน

 

Q: ขายฝากช่วยแก้ปัญหาเงินขาดมือได้หรือไม่?

A: ขายฝากสามารถทำให้ผู้ขายฝากได้รับเงินก้อน แต่เป็นธุรกรรมที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์โอนไปยังผู้ซื้อฝากตั้งแต่จดทะเบียน ผู้ขายฝากจึงต้องสามารถไถ่ทรัพย์คืนภายในเวลาที่กำหนด หากไถ่ไม่ทันอาจสูญเสียสิทธิในทรัพย์ได้ จึงควรศึกษาสัญญาและกฎหมายอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

 

Q: ขายฝากกับจำนองต่างกันอย่างไร?

A: จำนองเป็นการนำทรัพย์ไปเป็นหลักประกันโดยกรรมสิทธิ์ไม่ได้โอนไปยังเจ้าหนี้ ขณะที่การขายฝากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อฝาก โดยผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ทรัพย์คืนภายในเวลาที่กำหนด

 

Q: ถ้ากำลังจะไม่มีเงินจ่ายค่างวด ควรทำอย่างไร?

A: ควรติดต่อเจ้าหนี้โดยเร็วเพื่อแจ้งสถานการณ์และสอบถามทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมจัดทำแผนกระแสเงินสดเพื่อแสดงความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขใหม่

 

Q: ควรขายอสังหาฯ เพื่อใช้หนี้หรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้สร้างรายได้และมีต้นทุนถือครองสูง การขายอาจช่วยลดหนี้ได้ แต่ควรคำนวณเงินสุทธิหลังหักหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ

 

 

                   สรุปส่งท้าย มีอสังหาฯ แต่ หมุนเงินไม่ทัน ยังมีทางออก การมีอสังหาริมทรัพย์ในช่วงวิกฤตอาจเป็นทั้งภาระและ “ต้นทุน” ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาเงินให้ได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว

 

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือคำปรึกษากฎหมายเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะการขายฝาก จำนอง หรือการนำอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญา ค่าใช้จ่าย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนทำธุรกรรมจริง

 

 

 


Property4Cash ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเพิ่มทุนให้กับทุกคนที่ต้องการเงินด่วน และต้องการเงินเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ไม่เช็คแบล็คลิส ไม่เช็คเครดิตบูโร

อนุมัติรวดเร็วทันใจ นึกถึง ขายฝากจำนอง นึกถึง Property4Cash

Line: @Property4Cash

โทร : 0968135989

หรือส่งรายละเอียดทรัพย์มาได้ที่ https://property4cash.co/https://property4cash.co/post-property/

นึกถึงขายฝาก.. นึกถึง Property 4 Cash

ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติเร็ว ถูกกฎหมาย 100%

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : https://property4cash.co/articles/

หรือ https://facebook.com/propertyforcashofficial

ลงทะเบียนเป็นนักลงทุน

กรุณากรอก ชื่อ
กรุณากรอก นามสกุล
กรุณากรอก เบอร์โทรศัพท์
กรุณากรอก LINE ID
กรุณากรอก อีเมล
บาท
please verify you are human

บทความเเละข่าวสารแนะนำ

น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก ต่างกันอย่างไร?
11
Sep 25
น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก ต่างกันอย่างไร?

          การซื้อขายที่ดินไม่ใช่แค่ดูทำเลหรือราคาเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจประเภทของ เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ด้วย โดยเฉพาะกรณีของ “น.ส.3” และ “น.ส.3 ก” ที่พบได้บ่อยในที่ดินต่างจังหวัดหรือพื้นที่นอกเขตเมือง ซึ่งหลายคนอาจยังสับสนว่าคืออะไร และมีผลต่อการครอบครองหรือขายต่ออย่างไรบ้าง           ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกว่า น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก ต่างกันอย่างไร? และมีผลต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างไรบ้าง น.ส.3 คืออะไร?           “น.ส.3” ย่อมาจาก “หนังสือรับรองการทำประโยชน์” เป็นเอกสารสิทธิ์ที่ราชการออกให้ผู้ครอบครองที่ดิน โดยรับรองว่าบุคคลนั้นได้ทำประโยชน์ในที่ดินจริง           ลักษณะของ น.ส.3 ไม่มีการระบุ “พิกัดที่แน่นอน” บนแผนที่กรมที่ดิน, ที่ดินอาจยังไม่ได้มีการรังวัดจากเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน, การขายหรือโอนสิทธิ์ทำได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนมากกว่าที่ดินที่มีโฉนด และไม่ใช่โฉนดที่ดิน (น.ส.4) แต่มีสถานะสูงกว่าที่ดิน ภ.บ.ท.5 หรือที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์  น.ส.3 ก คืออะไร?           “น.ส.3 ก” เป็นเอกสารสิทธิ์แบบเดียวกับ น.ส.3 แต่ มีความชัดเจนและน่าเชื่อถื […]

อ่านเพิ่มเติม
1
Aug 26
ทำเลศักยภาพ ที่ดินฝั่งธนบุรี เจริญนคร ราคาพุ่งจากอิทธิพลห้างดังริมแม่น้ำ

เจาะลึกศักยภาพ ที่ดินฝั่งธนบุรี เจริญนคร ราคาพุ่งกระฉูดจากอิทธิพลห้างดังริมแม่น้ำ                    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “เจริญนคร” และพื้นที่โดยรอบฝั่งธนบุรี ได้เปลี่ยนจากย่านชุมชนดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ทำเลอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้ซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง                    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเกิดขึ้นของเมกะโปรเจกต์ริมแม่น้ำ ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก พร้อมทั้งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม อาคารสำนักงาน และโครงการมิกซ์ยูสตามมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาที่ดินในย่านเจริญนครและฝั่งธนบุรีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   ทำไม “เจริญนคร” จึงกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ                    ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากการพัฒนาเมืองในหลายมิติ ได้แก่   เมกะโปรเจกต์ริมแม่น้ำเป็นแรงดึงดูดการลงทุน การพัฒนาโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของย่านเจริญนคร […]

อ่านเพิ่มเติม
21
Oct 24
ธุรกิจขายตรง และ กลโกงแชร์ลูกโซ่ ต่างกันอย่างไร? มีบทลงโทษความผิดตามกฎหมายอย่างไรบ้าง?

ทำไม “ขายตรง (แอบแฝง) แชร์ลูกโซ่” ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังมีอยู่ในสังคมไทย จนถูกหลอกให้หลงเชื่อ วันนี้ Property4Cash ขอมาแชร์ความแตกต่างของ ธุรกิจขายตรง และแชร์ลูกโซ่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพกันค่ะ กลายเป็นกระแสสังคมอีกครั้ง เมื่อธุรกิจขายตรง (Direct Selling) อย่าง “ดิไอคอนกรุ๊ป” ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็น “แชร์ลูกโซ่ (Pyramid Scheme หรือ Ponzi Scheme)” จากผู้ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตนักธุรกิจขายตรง สู่ เหยื่อขบวนการแชร์ลูกโซ่จริงหรือไม่? ระวังตกเป็นหยื่อ ถ้ายังไม่เข้าใจความต่าง? ธุรกิจขายตรง คือ เน้นขายสินค้าส่งถึงมือลูกค้าโดยไม่ผ่านร้านค้า ธุรกิจขายตรง คือ การขายสินค้า หรือ บริการในลักษณะขายตรงต่อผู้บริโภค ณ ที่อยู่อาศัย หรือ สถานที่ ที่ไม่ใช่ร้านค้า โดยขายผ่านตัวแทนขายตรง หรือ ผู้ขายอิสระ ถึงลูกค้าเลย แปลง่ายกว่านั้นคือ การขายสินค้าให้ลูกค้าตรงๆ โดยไม่ผ่านร้านค้าตัวกลาง หากจะประกอบธุรกิจขายตรง ต้องยื่นจดทะเบียนประกอบธุรกิจกับ สคบ. และจะมีการรับรองตามกฎหมาย และ เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ TDSA หรือสมาคการขายตรงไทย ในกฏระบุชัดว่า… กิจการขายตรงที่เข้าร่วมเป็ […]

อ่านเพิ่มเติม